เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 19 กุมภาพันธ์ 2026 at 18:39.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,904
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,030
    ค่าพลัง:
    +26,862
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,904
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,030
    ค่าพลัง:
    +26,862
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อคืนคณะเดินทางเพื่อไปหมู่บ้านหิมะชิราคาวาโกะที่ประเทศญี่ปุ่น นัดพบกันที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เวลา ๓ ทุ่มตรง แต่ด้วยความที่ทุกคนทำอะไรรวดเร็วอยู่แล้ว จึงไปพบกันก่อนเวลามาก

    เมื่อทำการเช็คอินแล้ว คุณนายปุ๊ก (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ก็ได้อัพเกรดที่นั่งของกระผม/อาตมภาพขึ้นไปเป็น Business Class แล้วก็ย่องเข้าทางด้านช่อง Fast Track แต่กระนั้นก็ยังต้องถอดรองเท้าและนำข้าวของทุกอย่างมาใส่ถาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน

    เมื่อผ่านเข้าไปได้ก็ไปพักผ่อนกันอยู่ที่เลานจ์ของการบินไทย แต่คณะของเราถือว่าเข้าเลานจ์แล้วขาดทุน เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ไม่ได้กินอาหารเย็น ดังนั้น..ในส่วนที่เห็นไปหยิบมาก็มีน้ำมะพร้าวและไอศกรีม เป็นต้น ส่วนกระผม/อาตมภาพก็ได้แค่น้ำร้อนเท่านั้น เนื่องเพราะว่าหลังเพลไม่ฉันอย่างอื่นอยู่แล้ว

    พวกเราต้องรอกันค่อนข้างที่จะนาน เนื่องเพราะว่าเที่ยวบินนั้นจะออกเวลา ๒๓.๕๕ น. เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าถ้าหากว่าเดินทางเวลาอื่น ไปถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ต้องพักผ่อน เท่ากับเสียเวลาไป ๑ วัน แต่ถ้าเดินทางกลางคืน ไปถึงเช้า โดยที่พวกเราพักกันบนเครื่องบิน ก็ยังพอที่จะทำเวลาเพิ่มขึ้นมาได้ ๑ วัน

    ชั้น Business Class ดีตรงที่ว่าสามารถปรับเก้าอี้ให้เอนนอนได้ เจ้าหน้าที่มาสอบถามว่าพรุ่งนี้เช้าจะรับอาหารอะไรบ้าง ? เมื่อทราบว่าจะเสิร์ฟก่อนเครื่องลงประมาณ ๒ ชั่วโมง ซึ่งก็จะเป็นเวลาประมาณตี ๓ ของประเทศไทย เนื่องเพราะว่าเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าเรา ๒ ชั่วโมง จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ไปว่า เอาของเบา ๆ มาก็แล้วกัน อีกฝ่ายหนึ่งจึงจดลงไปว่าเป็นข้าวต้ม

    หลังจากที่นอนภาวนาส่งใจไปถึงบรรดาเจ้าที่เจ้าทางที่คุ้นเคยกันอยู่ ก็เห็นพ่อเจ้าประคุณเบ็นโนะสึเกะลากเกี๊ยะเดินเตาะแตะมา บอกว่า "เจ้านายรอรับอยู่ที่สนามบินนานาชาตินาริตะ" กระผม/อาตมภาพเห็นมีองค์รักษ์ชั้นดีแล้ว จึงปล่อยให้ดูแลไปตามหน้าที่ของท่าน ส่วนตนเองส่งใจไปกราบพระ ภาวนาจนครบชุด แล้วก็ไปเข้าห้องน้ำ

    เสียงเจ้าหน้าที่ถามตามหลังมาว่า "ต้องการจะรับน้ำอะไรไหมครับ ?" แต่กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเพิ่งจะตี ๑ กว่าของเมืองไทย ดังนั้น..ต้องการที่จะนอนมากกว่า..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,904
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,030
    ค่าพลัง:
    +26,862
    แต่พอภาวนาไปได้ไม่นาน พอหูเริ่มได้ยินเสียง ก็ได้ยินบรรดาเจ้าหน้าที่เขาเริ่มเตรียมข้าวของที่จะเสิร์ฟให้กับผู้โดยสารแล้ว จึงต้องปรับเก้าอี้นั่งขึ้นมา เจ้าหน้าที่รีบเข้ามาเปิดโต๊ะหน้าที่นั่ง แล้วก็ปูผ้ารอเอาไว้ สักครู่ใหญ่ก็นำข้าวต้มที่กระผม/อาตมภาพคิดว่าเป็นข้าวสวยมาถวาย แต่ความจริงแล้วเป็นข้าวต้มที่เขาแยกน้ำ แยกเนื้อ แยกเครื่องปรุงมาต่างหาก ยังโชคดีที่พอเดาถูก จึงเททุกอย่างรวมกันแล้วก็ฉันจนหมด

    ในขณะที่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) หอบเอาข้าวกล่องและหมูทอดมาให้ บอกว่า [ B]"คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์)[/B] ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดกับท่านเจ้าคุณหลวงตาวัชรชัย (พระราชภาวนาพัชรญาณ วิ.) เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี พกมาเผื่อทุกคน

    แต่กระผม/อาตมภาพกวาดทุกอย่างของทางการบินไทยลงท้อง เป็นอันว่าหมดสภาพ ไม่สามารถที่จะฉันอย่างอื่นต่อไปได้ สะกิดให้เจ้าหน้าที่เก็บข้าวของทุกอย่างคืนไป ส่วนตนเองก็ไปเข้าห้องน้ำแล้วรอเวลา ยังสงสัยว่าพ่อเจ้าประคุณเจ้าของที่ประเทศญี่ปุ่นทำอีท่าไหน เครื่องของเราถึงมาช้าไปเกือบ ๕๐ นาที พอเจอหน้ายังไม่ทันจะต่อว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็ชิงปิดปากเสียก่อน บอกว่า "ถ้าเป็นเวลานี้แล้วทุกอย่างจะสะดวกครับ" ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อ ถามว่า "จะให้เรียกท่านนายกหรือท่านนายพล" อีกฝ่ายบอกว่า "ในเมื่อเป็นทหารด้วยกันจะเรียกท่านนายพลก็ได้"

    จากนั้นพวกเราก็ลงเครื่องที่สนามบินนานาชาตินาริตะ ซึ่งคุณนายปุ๊กย้ำนักย้ำหนาว่า พรรคพวกเพิ่งจะแจ้งมาว่า ตม.นาริตะงี่เง่ามาก มีโอกาสที่จะติดอยู่นานทีเดียว กระผม/อาตมภาพเองเดินดุ่ย ๆ ตามพ่อเจ้าประคุณองครักษ์พิเศษไป เข้าห้องน้ำแล้วก็รีบเดินต่อจนกระทั่งมาถึงบริเวณ ตม. เห็นมีเจ้าหน้าที่ค่อนข้างจะสูงอายุจำนวนมาก คอยถือป้ายถามว่าเป็น Visitor หรือเปล่า ? แล้วก็ชี้ทางให้ว่าต้องไปด้านไหน

    ส่วนคนญี่ปุ่นนั้นไปใช้เครื่องอัตโนมัติอ่านหนังสือเดินทางแล้วก็ผ่านเข้าไปได้เลย ปรากฏว่าวันนี้พวกเรามาตรงจังหวะที่คนน้อยมาก และเจ้าหน้าที่อาจจะโดนท่านนายพลอุดปากเอาไว้ก็ได้ จึงไม่ได้สอบถามอะไรแม้แต่อย่างเดียว หลังจากตรวจพาสปอร์ตและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Visit Japan แล้ว ก็ติดวีซ่าให้ แล้วปล่อยผ่านออกมาหน้าตาเฉย..!

    พวกเราต้องเดินอีกไกลมากถึงมารับกระเป๋าที่สายพาน B3 หลังจากที่มาถึง ปรากฏว่ากระเป๋าแทบทุกใบมารออยู่ก่อนแล้ว เนื่องเพราะว่าพวกเราเป็น Priority เจ้าหน้าที่ก็เลยนำกระเป๋าลงมาให้ แต่ก็ยังต้องรอเวลาอีกพักใหญ่กว่าคณะจะมากันครบ เนื่องเพราะว่ามีทั้งนั่ง Business Class และนั่งชั้นธรรมดาที่บางท่านอยู่ถึงท้ายลำ..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,904
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,030
    ค่าพลัง:
    +26,862
    เมื่อมากันครบแล้ว พวกเราก็ยังต้องไปหาห้องน้ำเพื่อที่จะชำระสะสางตัวเอง เมื่อไปถึงหน้าห้องน้ำ ปรากฏว่า "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ที่ตัดสินใจช้า คิดว่าการตามหลวงพ่อไปครั้งนี้ ถ้าสิ้นชีวิตลงไปด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างน้อย ๆ ก็จะมีภาพหลวงพ่อเป็นอนุสติบ้าง กว่าจะตัดสินใจได้ ตั๋วเครื่องบินเที่ยวนี้ก็หมดไปแล้ว..!

    เมื่อจองตั๋วเที่ยวใหม่ กลายเป็นว่ามาถึงญี่ปุ่นก่อนพวกเรา เลยทำตัวให้เป็นประโยชน์ด้วยการมาจองห้องอาบน้ำให้ก่อน แต่ผู้คนที่รู้ก็มาจองห้องอาบน้ำกันเยอะแยะ จึงต้องรอกันอยู่พักใหญ่ กว่าที่จะถึงคิว กระผม/อาตมภาพที่ถนัด "หมก" มาตลอด จึงสละสิทธิ์ให้คนอื่นได้อาบน้ำอาบท่ากัน

    ส่วนทางด้านตากล้องเอ๋ กับ "เสี่ยกัง" (นายนิพนธ์ แซ่กัง) เดินทางไปรับรถยนต์ที่จองไว้ แต่ด้วยความที่เครื่องของเราเสียเวลาไปเกือบ ๕๐ นาที ทำให้เลยคิวไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวเกาหลีไปเช่ารถแบบพวกเรากันเยอะมาก กว่าที่รถจะมาถึงจึงเสียเวลาไปเกือบชั่วโมง ครั้นรถมาถึงแล้ว ปรากฏว่าเป็น Toyota Alphard สีขาวสองคัน ซึ่งตากล้องเอ๋ขับคันหนึ่ง แล้ว "เสี่ยกัง" กับ "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) ซึ่งคนญี่ปุ่นอ่านชื่อ "อุดมศักดิ์" เป็น "อูด้งซัง" ให้พวกเราหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งมาแล้ว..!

    ออกจากสนามบินได้ก็วิ่งตรงไปยังวัดปากน้ำญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัดไทยที่สร้างเอาไว้น่าจะประมาณอยู่ในป่าในดงก็ว่าได้ เพราะว่าหนทางแม้จะอยู่แค่ประมาณ ๒๐ นาทีจากสนามบิน แต่ก็ลดเลี้ยวเคี้ยวคดเข้าไป ประมาณว่าบ้านนอกสุด ๆ แต่ว่าสามารถสร้างวัดได้ใหญ่โตโอ่อ่าน่าชื่นใจทีเดียว พวกเราเข้าไปกราบสักการะพระประธาน และรูปปั้นหลวงปู่สด - พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ

    หลังจากที่ถวายเครื่องสักการะและทำบุญกันแล้ว พวกเราก็ออกจากวัดปากน้ำญี่ปุ่น ตรงไปยังที่พักรถ ซึ่งแทนที่จะไปห้องอาหารแต่ว่าไปที่พักรถ ก็เพราะว่าที่พักรถทุกแห่งนั้นมีร้านอาหารต่าง ๆ และร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้วย สามารถที่จะเข้าไปสั่งอาหารได้สะดวก ไม่ต้องรอนานแบบร้านอาหารทั่วไป

    หลังจากที่ถมท้องของตนเองเต็มแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่ได้ตั้งใจเอาไว้ โดยที่ต้องวิ่งย้อนเข้าไปในตัวเมืองโตเกียว ซึ่งรถราค่อนข้างจะติดสาหัส ข้ามเมืองออกไปยังเมืองมิอุระเพื่อไปยังถนนดอกซากุระ ใช้เวลาเดินทางเกือบ ๒ ชั่วโมง แต่ไปถึงแล้วคุ้มค่าสุด ๆ เนื่องเพราะว่าเขามีถนนที่ปลูกต้นซากุระยาวเหยียดเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว และกำลังออกดอกสะพรั่งไปหมด

    แถมยังมีต้นหัวไชเท้า ออกดอกสีเหลืองอร่ามอยู่ข้างล่างคอยตัดให้อีกสีหนึ่ง น่าเสียดายที่ว่ากลิ่นหัวไชเท้าค่อนข้างจะฉุนไปหน่อย ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะได้สุนทรียภาพยิ่งกว่านี้อีกมาก ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีผู้สูงอายุ เป็นอาสาสมัครจราจรบ้าง เป็นอาสาสมัครเวรยามบ้าง ช่วยกันดูแลสถานที่อย่างเข้มแข็ง ดูแล้วน่าชื่นใจ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,904
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,030
    ค่าพลัง:
    +26,862
    พวกเราเดินตามถนนสายซากุระชมกันจนเต็มอิ่ม ชนิดที่รถไฟวิ่งผ่านไปแล้วสองขบวน จึงได้เดินทางย้อนกลับมายังที่จอดรถ ขากลับของเราถนนค่อนข้างที่จะคับแคบ กว่าที่จะหลุดออกมาได้ก็ไกลทีเดียว มุ่งตรงไปยังทางโยโกฮาม่าเพื่อไปยังเมืองคามากุระ กราบสักการะหลวงพ่อโตที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่ง พวกเราไปถึงแล้วก็ต้องซื้อตั๋วเข้าไปทางด้านใน

    เมื่อเข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อโตและถ่ายรูปหมู่กันแล้ว ค่อยไปซื้อหาของที่ระลึก จากนั้นก็มาชมต้นไม้ทรงปลูก ซึ่งมีทั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงสั่งให้ท่านทูตประจำญี่ปุนปลูกทดแทนต้นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ ทรงปลูกเอาไว้ และมีต้นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงปลูก ตลอดจนกระทั่งต้นที่ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ขณะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชได้ทรงปลูกเอาไว้เช่นกัน

    พวกเราได้ชมและถ่ายรูปกันแล้วก็เดินทางต่อโดยที่นำรถยนต์ไปด้วย ทั้ง ๆ ที่วัดที่ไปนั้นก็คือวัดฮาเซเดระ ห่างออกไปแค่ ๖๐๐ เมตรเท่านั้น แต่ว่าสถานที่จอดรถสะดวกสบายมากกว่า เมื่อเข้าไปถึง ปรากฏว่าด้านนี้ก็มีสารพัดดอกซากุระดอกพลัมต่าง ๆ บานสะพรั่งอยู่เช่นกัน ซื้อตั๋วแล้วยังต้องเดินขึ้นบันไดไปหลายช่วง ถึงได้กราบสักการะพระทางด้านบนและทำบุญหยอดตู้กันเป็นการใหญ่

    กระผม/อาตมภาพนั้นหยอดไปตู้ละ ๑,๐๐๐ เยน เนื่องเพราะว่ารับเงินชาวบ้านเขามามาก เริ่มจากการแลกด้วยตัวเอง ๒๐,๐๐๐ เยน กะว่าแค่นี้ก็เพียงพอทำบุญ แต่ว่า "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) กลัวว่าจะไม่พอ ยัดบัตร Travel Card มาให้ บอกว่ามีเงินเหลือจากญี่ปุ่นคราวที่แล้วมา ๓๒,๐๐๐ เยน และ "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) ถวายแบงค์ย่อยมาอีก ๓๓,๐๐๐ เยน เมื่อเช้าตอนเจอหน้ากัน "คุณนายปุ๊ก" ก็ยัดมาให้อีก ๑๐๐,๐๐๐ เยน แถม "เถ้าแก่จิ๊บ" ยังส่งมาให้อีก ๕๐,๐๐๐ เยน บอกว่า "ทาริกา" ฝากมา ทาริกาก็คือน้องสาวเถ้าแก่จิ๊บ (นางสาวพรเพ็ญ ดำรงทวีศักดิ์) ในเมื่อมีเงินมาก ก็ต้องทำบุญมากตามไปด้วย

    ออกจากวัดวัดฮาเซเดระแล้ว พวกเราก็มุ่งไปยังที่พักคืนนี้ ซึ่งได้รับคำบอกเล่าว่าอยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิยามะไม่มากนัก ดังนั้น..เรายอมเดินทางไกลในช่วงนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็จะสะดวกในการไปชมภูเขาไฟฟูจิยามะ กระผม/อาตมภาพจึงใช้โอกาสในระหว่างเดินทาง บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน โดยที่เวลาของประเทศญี่ปุ่นนั้นเร็วกว่าเมืองไทย ๒ ชั่วโมง คาดว่าเมื่อส่งไปแล้ว คงจะไปถึงพวกเราไม่ช้าจนเกินไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...