บทความให้กำลังใจ(สิ่งที่น่ากลัว)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ธรรมพระพยอม
    เช้าวันหนึ่ง อาตมาออกบิณฑบาต เจอโยมสีกาวัยกลางคน ออกมายืนอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับขันข้าว คอยใส่บาตร อาตมาเดินผ่านมาจึงยืนรอรับ ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญให้โยม โยมสีกานั่งลงยกขันข้าวขึ้นเหนือหัวเล็กน้อย ได้ยินเสียงอธิษฐาน...ทำท่าจะลุกขึ้นใส่บาตร กลับนั่งลง เสียงพึมพำ ขอต่ออีกรอบ ไม่ทราบว่าขอสวรรค์กี่ชั้น เช้าๆ ยุงเยอะกัดขาพระตั้งหลายตัว บ้านถัดไปก็คอย พระก็นึกในใจว่า "โยม เอ้ย โยม ข้าวทัพพีเดียว ขอมากขอมาย ค้ากำไรเกินควรไปแล้วล่ะมั่ง โยม"

    มีเศรษฐีคนหนึ่ง คำว่าเศรษฐี ต้องแน่ใจว่า ในชีวิตนี้ ไม่ขาดอะไร แต่มีนิสัยชอบ "ขอ" ไม่ว่าจะทำบุญให้ทาน ทำวัตรสวดมนต์ แกต้องขอต่อท้ายทุกทีไป เช้าขึ้นกิจวัตรที่ต้องทำคือ เข้าห้องสวดมนต์ทำวัตรเช้า จบบททำวัตรเช้าแกก็เริ่มขอ "ด้วยอานุภาพผลานิสงค์ในการสวดมนต์ ภาวนาของข้าฯ ขอจงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าจงมีทรัพย์สินเงินทองข้าวของไหลมาเทมา ขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวยเป็นร้อยเท่าทวีคูณ...ฯลฯ" เสียงของเศรษฐีดังออกมาจากห้องพระ บังเอิญมีคนขอทานมานั่งรอท่านเศรษฐีตั้งแต่เช้า เมื่อได้ยินขอตั้งมากมาย ขอทานจึงเปลี่ยนใจลุกขึ้น พอดีกับเศรษฐีเดินออกมาจากห้องพระ จึงพูดกับขอทานว่า
    "นี่เธอ จะรีบไปไหน เอ๊านี่ ข้าให้ 5 บาทมารับไป เร้ว !"
    "ขอบคุณครับ ท่านเศรษฐี แต่ผมไม่รับเงินจากท่านหรอก"
    "เพราะอะไร เจ้าจึงไม่รับ"
    "ก็เพราะ ท่านกับผม มันอาชีพเดียวกัน เมื่อครู่ ท่านเศรษฐีขอมากกว่าผมอีก" ว่าแล้วขอทานรีบลงเรือนไป

    ทุกวันนี้ เราเป็นชาวพุทธกันอย่างไร ได้ปฏิบัติตามครรลองอันดีที่พระพุทธองค์ ท่านสั่งสอนกันหรือไม่ ถ้าเราอ่านพระไตรปิฎกครบทุกเล่ม ท่านไม่เคยตรัสไว้เล่มไหนเลย ว่าพวกเธอต้องการสิ่งไหนหรืออยากได้อะไรให้ "ขอเอา" ไม่มี มีแต่เคยตรัสไว้ว่า ต้องการสิ่งใดที่ถูกต้องให้ทำเอา

    คำว่าบุญ แปลว่าธรรมชาติที่ชำระจิตให้ผ่องใส ทำบุญครั้งหนึ่งให้ลดกิเลส ความเห็นแก่ตัวลงไป จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอานะ - คุณโยมเอ๋ย....

    พระพยอม กัลลยาโณ

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26756
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ความจริงใจ.jpg
    ตะแกรงร่อนความคิด

    มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาอาจารย์ที่สอนตนเอง ด้วยอาการรีบร้อนกระวนกระวาย เพราะคิดว่าเรื่องที่ตัวเองได้รู้มานั้นมีความสำคัญ จึงอยากให้อาจารย์รับรู้ด้วย สักครู่จึงแจ้งข่าวให้อาจารย์ทราบว่า

    “ท่านอาจารย์ ผมมีเรื่องที่เป็นความลับจะแจ้งให้อาจารย์ทราบ”

    ฝ่ายอาจารย์เห็นลูกศิษย์วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย จึงกล่าวเพื่อให้ลูกศิษย์รู้สึกผ่อนคลายและให้เรียนรู้ที่จะมีสติก่อนที่จะรับฟังข้อมูลดังกล่าวนั้น

    “เดี๋ยวก่อน ความลับที่จะบอกนั้น เธอได้ใช้ตะแกรง ๓ อันมาร่อนหรือยัง ?”

    “ตะแกรง ๓ อันที่อาจารย์กล่าวนั้นคืออะไรครับ ?” ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัยและใคร่อยากรู้
    ฝ่ายอาจารย์จึงให้ลูกศิษย์เข้ามานั่งใกล้ ๆ แล้วชี้แจงวิธีการนำเรื่องตะแกรง ๓ อันมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเรื่องที่รับทราบว่า

    “ตะแกรง ๓ อันนั้นคือ ตะแกรงอันที่หนึ่งเรียกว่า “ความจริง” ความลับที่เธอจะบอกนั้นเป็นความจริงหรือยัง?”

    “ผมไม่รู้ แต่ได้ยินเขาพูดต่อ ๆ กันมา” ลูกศิษย์ตอบด้วยความไม่มั่นใจ

    “ตะแกรงอันที่สองเรียกว่า“เจตนาดี” หมายถึงความลับที่เธอจะบอกนั้นเต็มไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ ?”

    “เรื่องที่จะเล่านั้นก็มิได้มีเจตนาที่ดีแต่อย่างใด”

    “ถ้าเป็นเช่นนั้น เพื่อความแน่ใจในการตัดสินใจ เราน่าจะใช้ตะแกรงอันที่ ๓ เข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสินด้วยคือ “เรื่องนั้นมีความสำคัญ” มากใช่ไหม ?”

    “ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดนักหรอกครับ” ลูกศิษย์ชี้แจง

    เมื่อการถามไถ่เรื่องความลับที่ลูกศิษย์นำมาบอกแก่อาจารย์ โดยมีเรื่องตะแกรง ๓ อันเข้ามาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ลูกศิษย์จึงได้ตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าวนั้น ฝ่ายอาจารย์จึงให้ข้อคิดแก่ลูกศิษย์ในเรื่องการรับข่าวสารอันเกื้อกูลต่อการเรียนรู้ชีวิตไว้ว่า

    “ไม่ว่าเราจะรับรู้เรื่องราวอะไรก็ตาม หากว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริง ไม่มีเจตนาอันเป็นไปเพื่อความดีงาม และไม่มีความสำคัญ การรับรู้เรื่องนั้นก็ควรเป็นการรับทราบแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ควรที่จะถ่ายทอดสู่ผู้อื่น เพราะรังแต่จะเป็นเรื่องรบกวนจิตใจในการที่จะใช้สติปัญญาพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า และที่สำคัญเรื่องราวเหล่านั้นก็ไม่มีคุณค่าพอ ที่จะถือเป็นสาระอันควรนำมาสู่ชีวิตจิตใจของตัวเราอีกต่างหาก”

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48043
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    เรือจ้าง.jpg
    ยาใจ
    พระพิจิตรธรรมพาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺโน)
    ..ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้โดยสารเรือจ้างไปในกิจนิมนต์แห่งหนึ่ง คนแจวเรือเป็นชายชรา แต่ยังดูแข็งแรง เป็นคนร่าเริงคุยสนุก แจวพลางคุยพลางตลอดทาง

    ตอนหนึ่งถามแกว่า "โยมมีครอบครัวหรือเปล่า ?"
    "มีครับ ภรรยาก็มี ลูกก็มี แต่อย่าเอ่ยถึงเขาเลยครับ ฟื้นฝอยหาตะเข็บ"
    "อ้าว...! เป็นอย่างไรเล่าโยม ?" ข้าพเจ้าซัก...
    แกว่า "อุส่าห์เลี้ยงเขามาจนโตด้วยเรือลำนี้ ส่งเสียจนได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโต แต่เขาลืมพ่อเหมือนต้นไม้ได้น้ำค้างแล้วก็ปลื้มลืมน้ำเดิม พูดแล้วมันช้ำใจ แต่บัดนี้ผมก็ตัดใจได้แล้ว เลือดก้อนหนึ่ง ผมตัดได้..."
    ข้าพเจ้าฟังด้วยความเศร้าใจ ลูกหนอลูกทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อให้แกลืมความหลัง ข้าพเจ้าจึงเอ่ยชมแกว่า
    "โยมทานยาอะไรถึงได้แข็งแรงอย่างนี้"
    "ยาไม่มีดอกครับ" แกตอบ "แต่ผมมีคาถาสำหรับภาวนา หลวงพ่อท่านให้ไว้นานแล้ว ท่านว่าเสกอยู่เสมอ จะทำให้แข็งแรง อายุยืน"
    ข้าพเจ้าชักสนใจ ออกปากขอทันที
    โยมชอบใจหัวเราะอย่างเบิกบาน พูดว่า "ได้ครับ คาถาของผมจำง่าย ใช้สะดวก"

    ใจเย็น หน้ายิ้ม อายุยืน แข็งแรง ไร้โรค โชคดี

    "นี่แหละครับ ดีจริงๆ ผมขอรับรองเอง เพราะผมใช้ได้ผลมาแล้ว"

    จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้ายังไม่ลืมชายชราคาถาขลังผู้นั้น

    ขอบคุณที่มา :: พระพิจิตรธรรมพาที (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺโน) 30 สิงหาคม 2547 :: ภาพจากอินเทอร์เน็ต
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=45685&sid=31ff3678e43fab13b921a689e5257127
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    images.jpg
    ความรักความเข้าใจ
    "ชายผู้ยากจน" อาศัยอยู่กับภรรยา วันหนึ่ง..ภรรยาผู้มีผมยาว ได้ขอให้สามี..ซื้อหวีมาให้ เพื่อจะได้หวีผมให้เป็นทรง ให้ดูดี เขารู้สึกเสียใจที่จะต้อง..ปฎิเสธ เนื่องจากเขาไม่มีแม้แต่เงิน ที่จะไปซ่อมสายนาฬิกาที่ชำรุด ภรรยา..เข้าใจและไม่ว่าอะไร

    ชายคนนั้นไปทำงานและผ่านร้านนาฬิกา เขาตัดสินใจ..ขายตัวเรือนนาฬิกาในราคาแสนถูก และนำเงินไปซื้อหวีให้ภรรยา พอตกเย็นกลับถึงบ้าน ก็นำหวีที่ซื้อมาไปให้ภรรยา ปรากฎว่า...ภรรยาตัดผมสั้นเสียแล้ว ภรรยาบอกว่าเธอตัดผมไปขาย เพื่อซื้อสายนาฬิกาใหม่ให้สามี

    ทั้งสอง.."กอดกัน" ร่ำไห้ ไม่ใช่เสียดาย ไม่ได้เสียใจ แต่ "ซ า บ ซึ้ ง " ใน "ความรัก" ที่มีให้กัน ความรักไม่เท่าไหร่ แต่การ "ถู ก รั ก" นั้นมีค่ายิ่งนัก และการถูกรักโดยคนที่เรารักนั้น..คือ "สิ่งที่มีค่า" เพราะความรักแบบนี้จะอยู่ด้วยกันได้นาน แม้จะโกรธกัน แต่ทั้งคู่ก็จะพยายามจูนเข้าหากันได้ไม่ยาก ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันและพัฒนาตัวเอง

    แตถ้าเรารักใครสักคน แต่เขาไม่รักเรา เวลามีเรื่องทะเลาะกัน เราต้องเป็นฝ่ายงอนง้อเขาก่อนเสมอ หรืออาจถูกบอกเลิกโดยไม่ใยดี เราเป็นห่วงเขา แต่เขาไม่เคยห่วงเรา ความรักแบบนี้มักจะมีความทุกข์มาก และต้องเสียน้ำตาบ่อยๆ.........

    1..ความรัก คือ โชคอย่างหนึ่ง เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้

    2.. ความรัก เป็นได้ทั้งมือเเละผ้าพันเเผลเวลาเสียใจ

    3.. ความรัก คือ สิ่งเติมเต็มให้ชีวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างนึง

    4.. ความรัก คือ ความหวัง กำลังใจ เเละศรัทธาในกันเเละกัน

    5.. ความรัก มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
    เเต่มีความสุขในสิ่งที่เรารักต่างหาก

    6.. ความรัก คือ ศิลปะที่คนมีรักเท่านั้น ที่จะเข้าใจเเละเห็นคุณค่า

    7.. ความรัก คือ โอกาสที่เราจะได้พิสูจน์จิตวิญญาณของตัวเอง

    8.. ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่ ทำให้คนโง่กลายเป็นคนฉลาด

    9.. ความรัก เมื่อสูญเสียไปเเล้ว ก็ยังดีกว่าไม่เคยรัก

    10.. ความรัก มิได้เป็นการก้าวนำหรือก้าวตาม เเต่เป็นการก้าวไปพร้อม ๆ กัน

    11.. ความรัก ทำให้คนเราเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของชีวิต

    12.. ความรัก ทำให้จดจำคืนพิเศษคืนเดียวไปตลอดชีวิต
    เพราะทุกคืนที่ไร้ความรัก ก็มิอาจเทียบเท่าได้กับคืนนี้เพียงคืนเดียว

    13.. ความรัก คือ การยอมเป็นน้ำเย็น ในขณะที่อีกฝ่ายร้อนเป็นไฟ

    14.. ความรัก ที่มีมาเป็นปี ๆ ก็สามารถพังทลายลงได้เพียงเสี้ยววินาที

    15.. ความรัก จะยาวนานหรือจะเเสนสั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีที่รัก

    16.. ความรัก กว่าจะพบเจอได้นั้นเเสนยาก อย่าให้มันจบสิ้นเพียงวันเดียว

    17.. ความรัก สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา เหมือนถ่านไฟเก่าที่กำลังคุโชน

    18.. ความรัก ต่อให้บอกกันทุกวันว่ารักก็ไม่มีคำว่ามากเกินไปหรอก
    เเต่...ความเกลียดสิบอกกันครั้งเดียวก็คงไม่อยากได้ยินอีกต่อไป

    19.. ความรัก ถ้าไม่รักเเล้วต่อให้พูดมากเท่าใดก็ไม่สามารถรักกันได้

    20.. ความรัก สามารถให้อภัยกันได้เสมอโดยไม่มีเงื่อนไขว่ากี่ครั้ง

    21.. ความรัก รักได้เเต่อย่าหลงเพราะถ้าหลงเวลาเลิกเเล้วจะเจ็บปวด

    22.. ความรัก อยู่เหนือคำทำนายเเละจะไม่มีวันเป็นไปตามคำพยากรณ์ได้

    23.. ความรัก คือ สิ่งแปลกใหม่ที่จะทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปจากเดิม

    24.. ความรัก ทำให้คุณอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ได้นานกว่าเดิม

    25.. ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟในหัวใจ

    26.. ความรัก คือ การเริ่มคิดเป้าหมายเเห่งชีวิต

    27.. ความรัก คือ การร่วมฝัน ร่วมปันใจเเละก้าวไปในชีวิต

    28.. ความรัก คือ การอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าอีกฝ่ายจะตกต่ำเพียงใด

    29.. ความรัก ไม่ว่าจะเป็นเเบบไหนยังไงมันก็ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    30.. ความรัก เป็นนามธรรมที่มองไม่เห็นเเต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

    31.. ความรัก ทำให้วันเลวร้ายไม่เป็นวันเลวร้ายที่สุด

    32.. ความรัก ทำให้วันที่เเสนเศร้ากลายเป็นวันที่สุขที่สุดได้

    33.. ความรัก เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถจะหาได้ง่ายตามท้องถนน

    34.. ความรัก ทำให้อะไรดีงามได้เสมอ

    35.. ความรัก ที่รีบร้อนมักจะพบกับจุดสิ้นสุดได้รวดเร็วเสมอ

    36.. ความรัก คือ สิ่งที่เเม้จะทำความเจ็บปวดให้ เเต่ก็ไม่มีใครที่กลัวหรือเกลียดชังความรัก

    37.. ความรัก ไม่ได้จบลงเเค่การเเต่งงานหรือมีเซ็กส์เท่านั้น

    38.. ความรัก คือสิ่งที่คุณจะพบได้เองโดยมิต้องเเสวงหา

    39.. ความรักคือ สิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตคนคนนึง

    40.. ความรัก ส่วนมากมักจะเติบโตมาจากความเป็นเพื่อน เเละมักจะยืนยาวเสมอ

    41.. ความรัก ในยามเเรกรัก คือช่วงเวลาของรักที่หวานหอมมากที่สุด

    42.. ความรัก ครั้งเเรกเเละครั้งสุดท้ายมักจะเป็นรักในตนเอง

    43.. ความรัก ทำให้คนกลายเป็นกวี

    44.. ความรัก ไม่ใช่การมองตากัน เเต่เป็นการมองไปในทิศทางเดียวกัน

    45.. ความรัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีคำว่าสายไป

    46.. ความรัก คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ

    47.. ความรัก ทำให้ทุกอย่างสว่างเเละสดใส

    48.. ความรัก คือการพึงพอใจในสิ่งที่รัก

    49.. ความรัก จะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อคนที่รักต้องให้เกียรติ์ซึ่งกันเเละกัน

    50.. ความรัก บางทีก็เป็นสะพานทอดไปสู่การเเต่งงาน

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47417
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ทุกอย่างในโลกนี้
    ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน

    โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ

    แม้อาจมองว่าแต่ละสิ่งดูเหมือนแยกกันอยู่
    แต่การแยกส่วนในสายตาเรา
    กลับเป็นการแยกเพื่อเชื่อมต่อกัน
    ตามครรลองของสรรพสิ่งที่กำลังเป็นไป
    เป็นลักษณะของการอยู่อย่างแยก
    แต่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้ทุกสิ่งได้ดำเนินไปคู่กัน

    b42.gif b42.gif b42.gif

    หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวอำเภอ มีภูเขาล้อมรอบ มีอากาศและทิวทัศน์ที่สวยงาม เมื่อใครมาเห็นจะต้องติดใจในความงามของธรรมชาติที่กำลัวอวดโฉม เสน่ห์หลัก ๆ ของหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือ "น้ำพุร้อน" ที่ตั้งอยู่บนภูเขาที่ห่างออกไป

    เมื่อชาวบ้านเห็นว่าหมู่บ้านของตัวเองมีแหล่งธรรมชาติที่ทรงคุณค่า จึงได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คอยดูแล โดยเฉพาะต้นกำเนิดของน้ำพุร้อนที่เป็นแหล่งน้ำแร่ชั้นดี และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้
    มาสู่ชุมชน

    ชาวบ้านได้แต่งตั้งให้ชายชราคนหนึ่งมาดูแลบริเวณบ่อน้ำพุร้อน ผู้เฒ่าจะคอยตักใบไม้ที่หล่นลงไปด้วยความใส่ใจ พร้อมทั้งความสะอาดกันบ่อให้มีความสะอาดอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการจัดการเช่นนี้ จึงทำให้บ่อน้ำพุและน้ำแร่ที่ใช้ดื่มมีคุณภาพที่ดีเยี่ยม

    ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป และมีนักท่องเที่ยวมาชมมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานเพิ่มเติมขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการรู้สึกกลุ้มใจ

    ในที่สุด เมื่อมองว่าปัญหาการขยายตัวของการท่องเที่ยวมากเกินกว่าที่พวกเขาจะดูแลได้ทั่วถึง ชาวบ้านที่ช่วยกันอนุรักษ์บ่อน้ำพุร้อนจึงนำเรื่องไปปรึกษาคณะฝ่ายบริหารของอำเภอ และขอให้พวกเขาเข้ามาช่วยดูแล ทางอำเภอจึงได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ ด้าน หนึ่งในนั้นก็คือ การปลอดพนักงานให้น้อยลง ผู้บริหารทางอำเภอมีมติให้ยกเลิกการจ้างพนักงานหลายตำแหน่งที่เห็นว่าจะลดค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้งการปลดผู้เฒ่าที่คอยตักใบไม้ที่บ่อน้ำพุร้อนออกไปด้วย เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นการเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

    ใหม่ ๆ ทุกอย่างดูเหมือนดำเนินไปด้วยดี แต่จู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ที่สร้างปัญหายิ่งกว่าเดิมเกิดขึ้น เพราะน้ำพุร้อนและน้ำแร่นั้นส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วลำน้ำ จนไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ ทำให้นักท่องเที่ยวพลอยลดน้อยลงไปด้วย

    เมื่อเหตุการณ์ถึงขั้นวิกฤติ เหล่าผู้บริหารชุมชนจึงได้เรียกประชุมชาวบ้านเพื่อหารือ โดยพวกเขาคิดว่าจะไม่ขอพึ่งผู้มีอำนาจทางอำเภออีกต่อไป เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าการทำชุมชนให้เข้มแข็งนั้น ท้ายที่สุดคำตอบก็อยู่ที่ชุมชนนั้น ๆ อยู่ดี

    ผู้เป็นหัวหน้าชุมชนได้หารือถึงวิธีที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้หมดไป แต่ไม่ว่าแต่ละคนจะเสนอทางออกอย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจจากที่ประชุม เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปได้สักครู่ ก็มีเสียงผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่เป็นปราชญ์ประจำชุมชนกว่าขึ้นว่า

    "อันที่จริง การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กลับมาใสสะอาดและให้น้ำแร่มีรสชาติดีเช่นเดิมนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย"

    "แก้อย่างไรดีท่านผู้เฒ่า?" ผู้บริหารชุมชนคนหนึ่งถามขึ้น

    "ก็แค่กลับไปจ้างผู้เฒ่าที่คอยดูแลการตัดใบไม้ออกจากบ่อน้ำพุร้อนให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ปัญหาที่กังวลก็จะหมดสิ้นไปในทันที"

    "มันง่ายถึงเพียงนี้เชียวหรือท่าน ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเงินจ่ายพนักงานหรอหรือ" มีผู้โต้แย้งขึ้น

    "เอาอย่างนี้ ถ้าไม่เชื่อว่าต้นเหตุมาจากการไม่ดูแลบ่อน้ำพุร้อนให้สะอาดแล้วล่ะก็ ให้ส่งคนไปตรวจดูได้ ที่น้ำเน่า เพราะเราไม่จ้างคนเฝ้าบ่อ เป็นเหตุให้ใบไม้ที่หล่นลงไปในบ่อยทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลให้น้ำที่ไหลไปในที่ต่าง ๆ พลอยมีกลิ่นเหม็นและดื่มไม่ได้ตามไปด้วย แต่ถ้ากลับไปแก้ไขที่ต้นเรื่องคือ ดูแลบ่อน้ำให้ดีดั่งเดิม ทุกอย่างที่ทำให้ปวดหัวก็จะยุติลงได้

    เมื่อได้ฟังความคิดเห็นจากนักปราชญ์ที่พวกเขายอมรับฝ่ายบริหารจึงได้ส่งตัวแทนที่ดูแลคุณภาพน้ำไปสำรวจในทันทีเหตุการณ์ก็เป็นจริงดั่งว่า เพราะหลังจากที่ไม่มีการจ้างผู้ดูแลบ่อน้ำ ใบไม้ที่ร่วงลงไปทับถมกันก็ทำให้น้ำเน่าเสีย

    ในที่สุด คณะผู้บริหารชุมชนจึงได้จ้างผู้เฒ่าที่ดูแลบ่อน้ำตั้งแต่แรกกลับไปทำงานเหมือนเดิม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันก็คือ น้ำที่เคยขุ่นก็กลับมาใสสะอาด กลิ่นที่เคยเหม็นก็ค่อย ๆ หายไป สามารถนำมาดื่มได้และมีรสชาติดีดั่งเดิมทำให้นักเที่ยวกลับมาเยือนหมู่บ้านของพวกเขาอีกครั้ง

    ข้อคิด ::

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน หากสิ่งหนึ่งได้รับการกระทบ อีกสิ่งหนึ่งย่อมกระเทือนตามเสมอ

    ดอกหญ้าบนยอดเขา ย่อมทำให้ภูเขาดูสวยงามขึ้นพื้นดินที่แห้งแล้ง ย่อมทำให้สรรพสิ่งเหี่ยวแห้งและตายลง

    ความดีงามที่เราช่วยกันสร้างสรรค์ ย่อมช่วยประคองโลกนี้ให้เลื่อมช้าลง ความชั่วร้ายที่ปรากฎ ย่อมทำให้โลกต้องดำรงอยู่ด้วยความหวาดกลัว

    ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกัน แม้อาจมองว่าแต่ละสิ่งดูเหมือนแยกกันอยู่ แต่การแยกส่วนในสายตาเรากลับเป็นการแยกเพื่อเชื่อมต่อกันครรลองของสรรพสิ่งที่กำลังเป็นไป

    เป็นลักษณะของการอยู่อย่างแยก แต่เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้ทุกสิ่งได้ดำเนินไปคู่กัน

    เมื่อจะเกี่ยวข้องกับสิ่งใด เราจงมองให้รอบด้านและปฏิบัติต่อสิ่งนั้นด้วยความเคารพ

    เราควรรู้จักขอบคุณสรรพสิ่งที่ได้ช่วยวาดภาพสรรพชีวิตให้เราได้มีเพื่อนร่วมโลกได้อย่างสมดุล โดยต่างฝ่ายก็ได้ฝากความหมายของตน เพื่อให้แต่ละสิ่งได้ชื่นชมร่วมกัน
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48493
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    เปรตห่วงกระดูก
    เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2490 ขณะที่ผู้เล่า (หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ) อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ วันหนึ่งนายฟอง ชินบุตร โยมผู้นี้มาวัดประจำ
    เธอได้แบกไหกระเทียมชนิดปากบาน มีฝาครอบ ขนาดใหญ่เกือบเท่าขวดโหล ข้างในบรรจุกระดูกนำมาถวายท่านพระอาจารย์ โยมฟองเล่าว่า เจ้าของไหเขาให้นำมาถวาย เป็นไหใส่กระดูกคน ดูเหมือนจะเป็นกระดูกเด็ก แต่กระดูกนั้นนำไปฝังดินแล้ว ปากไหบิ่นเพราะถูกผานไถขูดเอา โยมฟองได้เล่าถึงเหตุที่ได้ไหนี้มาว่านายกู่ พิมพบุตร ผู้เป็นเจ้าของนา ตั้งใจจะไปไถนาตอนเช้าตรู่ ตื่นขึ้นมาเห็นยังมืดอยู่ จึงนอนต่อ พอเคลิ้มหลับไปก็ฝันเห็นว่า มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา บอกว่า

    “ให้ไปเอาไหกระดูก 2 ใบ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นให้ด้วย”

    นายกู่ถามว่า “ไหอยู่ที่ไหน”

    ชายคนนั้นตอบว่า “ไถนาไปสัก 3 รอบก็จะเห็น”

    ถามว่า “ชื่ออะไร”

    ตอบว่า “ชื่อตาเชียงจวง มาเฝ้ากระดูกลูกอยู่ที่นี่ได้ 500 ปีแล้ว วันหนึ่งได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แว่วๆ มาในเวลากลางคืนว่า เป็นหมามานั่งเฝ้าหวงกระดูก แล้วก็กัดกัน ส่วนเนื้อล่ำๆ อร่อยๆ มนุษย์เอาไปกินหมดแล้ว มัวแต่มานั่งเฝ้าห่วงเฝ้าหวงกระดูกตนเอง กระดูกลูกเมีย ตายแล้วไปเป็นผีเปรต ต้องมานั่งเฝ้ากระดูกถึง 500 ปีแล้ว จึงได้สติระลึกได้ ทั้งๆ ที่อดๆ อยากๆ ผอมโซ ก็ยังพอใจเฝ้าหวง เฝ้าห่วงกระดูกลูกเมียอยู่ กว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไป 500 ปีแล้ว”

    นี่แหละ เพราะความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็นเหตุพาให้ไปเกิดเป็นผีเป็นเปรต เฝ้าสิ่งที่รักและอาลัย จนลืมวันลืมเวลา
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47002


     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    อะไรสำคัญกว่ากัน
    ณ ฟาร์มแห่งหนึ่งในรัฐแคริฟอร์เนีย มีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุสี่ขวบ คุณพ่อของเธอมีรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งคุณพ่อรักมาก เนื่องจากแต่งซิ่งซะดูสดใสใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ ถูกใจโก๋แก่ ว่างั้นเถอะ

    อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหญิงเอาของแข็งไปขีดรถเล่น จนรถเป็นรอยขูดขีดไปทั่ว ด้วยความโมโหสุดขีด ผู้เป็นพ่อใช้เส้นลวดมัดข้อมือของเด็กหญิง แล้วจับเธอมัดไว้ในโรงรถเพื่อเป็นการทำโทษ และกว่าเขาจะนึกขึ้นได้ ก็เป็นเวลาที่ร่วงเลยไปเกือบ 4 ชั่วโมงแล้ว

    ตอนที่เขากลับเข้าไปในโรงรถอีกครั้ง มือของเด็กถูกรัดจนเลือดไม่ไหลเวียน จนต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลแพทย์วินิจฉัยว่า ต้องตัดมือทั้งสองข้างทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตไว้ เนื่องจากเซลล์ส่วนที่เป็นมือได้ตายไปหมดแล้ว

    เด็กหญิงจึงต้องสูญเสียมือทั้งสองข้างไป โดยที่เธอก็ยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการถูกทำโทษในครั้งนี้เลย มันยิ่งทำให้ผู้เป็นพ่อต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดเวลา

    ครึ่งปีผ่านไป พ่อของเด็กนำรถไปเคาะพ่นทาสีใหม่ ก็ได้รถที่มีสีแสบจ๊าบ ประดุจรถใหม่กลับมาอีกครั้ง พอถึงบ้าน เด็กหญิงเห็นรถทาสีใหม่ พูดขึ้นด้วยความไร้เดียงสาว่า

    "คุณพ่อคะ รถคุณพ่อสวยจังเลย เหมือนรถคันใหม่เลย"

    ในขณะเดียวกัน ก็ได้ยื่นแขนไร้มือคู่นั้นออกมา แล้วถามพ่อว่า

    "แล้วเมื่อไหร่คุณพ่อถึงจะคืนมือให้หนูละคะ"

    คุณทราบไหมว่า เมื่อคุณพ่อคนนั้นได้ยินดังนั้น เขาทำอย่างไร.! ..

    เขาดึงปืนออกมา แล้วยิงตัวตายต่อหน้าลูกสาวของเขา... ... [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    ผู้คนมากมายในโลกนี้ ยังแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญกว่าในชีวิต
    มัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะนึกว่า นั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่า... [​IMG]

    คุณจะเห็นคนบางคนอุตส่าห์ไปช่วยมูลนิธิต่างๆกวาดถนน
    แต่ไม่ยอมแม้แต่จะกวาดบ้านของตัวเอง... [​IMG]

    คนบางคนบริจาคเงินมากมายไปสร้างวัด
    แต่กับญาติพี่น้องตัวเองกลับเหนียวหนืดยิ่งกว่าอะไร... [​IMG]

    คนบางคนพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับคนรอบข้าง แต่กับคนในบ้านกลับตะคอกฉุนเฉียว... [​IMG]

    นี่แสดงว่า คุณพ่อคนนั้น ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ระหว่างรถกับลูกของตัวเอง [​IMG]

    ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ในโลกนี้ล้วนเต็มด้วยเรื่องแบบนี้
    และมีให้เห็นเป็นประจำ แม้แต่ท่ามกลางเราและท่านนี่แหละ... [​IMG] [​IMG] [​IMG]

    .....................................................
    ...รู้จักทำ รู้จักคิด รู้ด้วยจิต รู้ด้วยศรัทธา...
    ..................ศรัทธาธรรม..................
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25229
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
    คนสงสัยว่ารถนายกฯ ทำไมต้องติดไฟแดง
    เหตุนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน บนถนนแห่งหนึ่งในกทม. มีรถยี่ห้อโตโยต้าสีดำคันหนึ่งได้ขับไปบนถนนเส้นนั้นโดยในรถคันดังกล่าวมี เพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอยู่เพียงคนเดียวและในระหว่างทางที่ขับไปนั้น ชายดังกล่าวได้จอดรถแวะข้างทางเพื่อซื้อกาแฟ 1ถุง และได้ออกรถไปจนกระทั่งขับมาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่งชายดังกล่าวก็ได้จอดติดไฟแดงอยู่ จนมีรถตำรวจคันหนึ่งซึ่งขับนำรถเบนซ์มาได้บีบแตรไล่รถที่ชายผู้นั้นจอดติดไฟแดงอยู่นั้นให้ถอยไปและรถตำรวจยังได้พูดผ่านไซเรนว่า "เป็นรถนำขบวนรัฐมนตรีให้รถของชายดังกล่าวหลบไป" แต่รถของชายผู้นั้นก็ไม่หลบให้จนกระทั่งตำรวจได้ลงจากรถมาที่รถของชายดังกล่าว และเรียกให้ชายผู้นั้นลงจากรถ พอชายผู้นั้นได้ลงมาจากรถ ตำรวจได้เห็นชายคนนั้นถึงกลับเป็นลมล้มทั้งยืน สร้างความตกใจให้แก่ตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ในรถจนต้องวิ่งลงมาดูพร้อมกับ รัฐมนตรี พอตำรวจและรัฐมนตรีมาถึง ทั้งคู่ได้เห็นชายดังกล่าว ทั้งตำรวจและรัฐมนตรี ได้นั่งลงไปกับพื้นทันทีเสมือนกับว่าขาทั้ง 2 ข้างได้อ่อนแรงลงไปทันใดและได้เงยหน้ามองดูชายซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าตนด้วยอาการตัวสั่น ชายคนนั้นที่ทั้งคู่ได้เห็นเป็นชายที่มีรูปอยู่บนธนบัตร ซึ่งก็คือ " ในหลวงองค์ปัจจุบัน " [​IMG]

    ในหลวงได้ทรงตรัสถามรัฐมนตรีและตำรวจติดตามว่า พวกท่านจะรีบไปไหนหรือถึงกลับจะต้องฝ่าไฟแดง ข้าพเจ้ายังรอติดไฟแดงได้เลย รัฐมนตรีไม่ตอบได้แต่นั่งตัวสั่นและกราบลงบนพระบาท และในหลวงก็ได้ทรงขึ้นรถ ตำรวจที่นำขบวนรัฐมนตรีมานั้นก็ได้กราบทูลว่าให้ข้าพระพุทธเจ้าขับรถนำรถพระที่นั่งของพระองค์ไปเถิดพุทธเจ้าข้า ในหลวงทรงตรัสว่าเราไม่ต้องให้ท่านมานำขบวนรถเราหรอก เราขับไปเองคนเดียวได้ ท่านไปนำรถของท่านรัฐมนตรีเถอะ และในหลวงก็ได้ทรงขับรถออกไปจากสี่แยกนั้นโดยไม่ได้มีรถตำรวจนำไปแต่อย่างใด เลย
    :
    - http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25391
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ดูมันเถียงพระ
    เรื่องจาก : เทศนา...ฮาสุดขีด ของพระพยอม กัลยาโณ

    วันนั้น ไปเทศน์ที่...สิงห์บุรี...
    เทศน์ให้ครูฟัง...
    ครูนั่งกันเต็มห้องประชุม... ๒-๓ ร้อยคน...
    พวกครูผู้ใหญ่...พวกผู้อำนวยการ... ก็นั่งโซฟาข้างหน้า...
    มีครูผู้ชายคนหนึ่ง...
    นั่งเก้าอี้ข้างหน้า...เหยียดขา...ตาแดง...โงนไป...โงนมา...
    เมา....
    ชาวบ้านเวลาฟังพระเทศน์.เขาพนมมือกันหมด...
    มันไม่พนมมือ...
    แถมเวลาพระเทศน์...มันกระดิกขา...เคาะจังหวะอีก.
    ผู้อำนวยการอยู่ข้างหน้า...พยายามจ้องหน้ามัน...
    มันหันหนี...ไม่สบตา...
    ทำเป็นไม่รู้ ไม่ชี้...
    อาตมาเทศน์ไปสักพัก...ทนไม่ไหว...
    เลยถามว่า...
    โยม...ทำไมไม่ไหว้พระล่ะ...
    พระเดี๋ยวนี้ประพฤติตัวไม่ค่อยดี...ไหว้แล้วเสียมือ...
    แน๊ะ...มันเมาเหล้ากลิ่นคลุ้ง...จนโงหัวไม่ขึ้น...ยังเสือกมาสอนพระอีก...
    โยม...ที่พระเทศน์นี่...
    ท่านเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า.มาสอนเรา...
    ไม่ใช่ความคิดของท่าน...
    การที่เราไหว้...เวลาพระเทศน์...เป็นการบูชาธรรม...
    เป็นการแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า...
    ไม่ไหว้...
    โยม...อาตมาขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?
    ถามอะไร...?
    ระหว่างเรายกมือไหว้พระเอง...กับมีคนจับมือให้ไหว้พระ...อันไหนดีกว่ากัน...?
    ระหว่างสวดมนต์เอง...กับนอนให้พระสวดให้...อันไหนดีกว่ากัน..?
    มันเงียบ...ไม่ตอบ...
    คงเริ่มสำนึกบาปแล้วล่ะ...
    อาตมารีบถามต่อเลย...เดี๋ยวจะช้าไป...
    โยม...เคยไปวัดบ้างไหม...?
    ไม่ไป...ไม่ชอบวัด...
    โยม...ระหว่างเดินไปวัดเอง...กับเขาหามไปวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?
    มันจ้องตาเขม็งเลย...แล้วลุกขึ้นยืน....
    นี่...หลวงพี่...ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม...?
    ได้...
    ระหว่างเดินกลับวัดเอง.กับมีคนหามกลับวัด...อันไหนดีกว่ากัน...?
    ...???

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=28561
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    หัดมองในแง่ดี ชีวิตจะมีสุข...
    มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ทุกๆ เช้า
    ภรรยาจะแอบมองดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างชั้นบนบ้าน
    และวิ่งกลับมารายงานให้สามีฟัง
    “เพื่อนบ้านเรานี่ ซักผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าสกปรกเหลือเกิน
    ไม่รู้เขาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไรหรือใช้วิธีซักอย่างไร”

    สามีก็ตอบว่า “อย่าไปสนใจคนอื่นเขาเลย เราซักผ้าของเราให้สะอาดก็แล้วกัน”
    แต่ภรรยาก็ยังไปแอบดูเพื่อนบ้านอยู่ทุกเช้า และวิ่งกลับมารายงานสามีทุกเช้า
    “เสื้อผ้าของเขาสกปรกอีกแล้ว...”

    ต่อมาวันหนึ่ง ภรรยาวิ่งลงมารายงานสามี ด้วยความแปลกประหลาดใจ
    “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าของเขาขาวสะอาด
    อยากรู้เหลือเกินว่าเขาเปลี่ยนมาใช้ผงซักฟอกยี่ห้ออะไร หรือทำอย่างไร..”

    สามีหัวเราะและกล่าวว่า “นี่..ฉันรำคาญเธอเหลือเกิน
    เมื่อเช้าฉันตื่นแต่เช้ามืด ไปเช็ดกระจกหน้าต่างให้ใสสะอาด.. ก่อนหน้านี้
    กระจกมันสกปรก เธอมองออกไป ก็เห็นแต่ความ สกปรก ! ...”

    มนุษย์เราชอบมองคนอื่น โดยผ่านจิตใจของเราออกไป
    เมื่อจิตใจของเราสะอาด เราก็จะเห็นแต่ความดีงามรอบๆ ตัว
    แต่ถ้าจิตใจของเราสกปรก
    เราก็จะเห็นแต่ความสกปรกรอบตัว การที่เราเห็นแต่ความเลวรอบๆ ตัวเรา
    เราต้องเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว... สิ่งที่เราเห็น
    มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา
    และจะต้องหาทางฝึกจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าเราเห็นแต่สิ่งที่เลว
    จิตใจก็ไม่สงบ
    เราก็จะกลุ้มอกกลุ้มใจ มีความทุกข์

    ดังนั้น ให้เราหัดมองในแง่ดี เราก็จะคิดแต่สิ่งที่ดี
    จิตใจก็จะเบิกบานและมีความสุข...

    คัดลอกจาก...ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=19665
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    งูเห่ากับความเมตตา
    มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีงูไปฟังเทศน์พระ งูก็คงเข้าใจภาษาคน พูดก็พูดไปบ้างแบบงูๆปลาๆ ฟังพระท่านเทศน์เรื่องศีล เรื่องการไม่เบียดเบียน ก็เกิดความเข้าใจ เกิดความศรัทธา ไปกราบพระ

    บอกว่าต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าจะไม่ฉกใคร จะไม่กัดใคร ข้าพเจ้าจะเมตตาคน พระก็อนุโมทนาสาธุ

    และหลังจากนั้นงูตัวนั้นก็พยายามสำรวม พยายามไม่ฉกใคร เด็กๆ ในหมู่บ้านทราบว่างูอสรพิษตัวนี้ไม่กัดใครแล้ว ก็เลยชอบไปเล่น ไปรังแก ไปจับ เหวี่ยงๆ ไปทรมานงูมาก งูก็อดทน พยายามแผ่เมตตาให้คนที่ทำอย่างนั้น

    วันหนึ่งพระธุดงค์กลับมาที่ป่าช้าแห่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง ไปเยี่ยมงู ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ไงเจ้างู โอ๊ย ผมแย่ครับ ผมมีศรัทธา ผมพยายามไม่กัดใคร ไม่ทำร้ายใคร แต่พวกเด็กในหมู่บ้านเขามาทำร้ายผมอยู่เรื่อย พระธุดงค์บอกงูเข้าใจผิดนะ อาตมาห้ามไม่ให้ฉก ไม่ให้กัด แต่เรื่องขู่ฟ่อ ไม่ห้ามนะ ฟ่อได้

    คนเราเป็นคนที่ไม่กัดใคร ไม่เบียดเบียนใคร แต่บางครั้งฟ่อได้ ไม่ใช่ว่า ปล่อยให้เขาเอารัดเอาเปรียบ อย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ บางทีปล่อยให้เขาเอารัดเอาเปรียบเราแล้ว เราก็บาปด้วย บาปเพราะอะไร ก็เราส่งเสริมให้เขาทำไม่ดี

    นิทานธรรมะของพระอาจารย์สุเมโธ

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=46930
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    157734f2e.jpg
    สาณราสีเปตร
    พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร)
    ยังมีสมเด็จพระบรมกษัตริยาธิบดีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้ากิตติวัสสราช เสวยราชสมบัติปกครองไพร่ฟ้าประชาชนในแว่นแคว้นของพระองค์ให้ได้ความสุขสืบมา กาลไม่ช้า พระองค์ก็ทรงได้พระราชโอรสองค์หนึ่ง แต่พอประสูติออกมา บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายก็พากันถวายพยากรณ์ว่า

    " ต่อไปภายหน้าพระราชกุมารนี้ จักสิ้นพระชนม์เพราะอดน้ำ "

    เมื่อทรงทราบคำพยากรณ์เช่นนี้ สมเด็จพระเจ้ากิตติวัสสราชาธิบดี จึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้ขุดบ่อย้ำไว้ทุกตำบลด้วยพระราชประสงค์ว่า เมื่อพระราชกุมารเสด็จไปประพาสในที่ใด ๆ จักได้ไม่ขาดแคลนน้ำ

    วันหนึ่ง สมเด็จพระราชโอรสซึ่งบัดนี้ได้ทรงเติบใหญ่ตั้งอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ เสด็จไปประพาสพระราชอุทยานเล่นสำราญแล้ว กลับมาถึงประตูพระนคร ทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มิได้แสดงความเคารพตนเหมือนคนอื่น ๆ ก็ทรงโกรธเคืองเป็นกำลัง จึงตวาดด้วยเสียงดังว่า
    " เฮ้ย สมณะหัวโลนนี้จะไปข้างไหน เห็นเราแล้วทำไมจึงไม่แสดงความเคารพ ทำกิริยาเฉยเมยอวดดีประหนึ่งว่าเรานี้มิใช่พระราชโอรส "

    ตรัสดังนี้เเล้ว เมื่อทรงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐนั้นยังเฉยอยู่ตามเดิม ก็ทรงโกรธเคืองหนักยิ่งขึ้น จึงกระโดดลงจากคอคชสารเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพระปัจเจกพุทธเจ้า เอื้อมหัตต์จับขอบบาตรแล้วตรัสด้วยสำเนียงดุดันว่า

    " ดูก่อนสมณะ อ๋อ....นี้น่ะหรือคืออาหารที่ท่านไปขอทานเขามา เมื่อเซ่อซ่าไม่รู้จักเรา ซึ่งเป็นพระราชโอรสผู้ควรแก่การเคารพ ก็อย่ากินอาหารมื้อนี้เลย "

    ตรัสฉะนี้แล้ว พระราชกุมารผู้เมายศศักดิ์ ไม่ทรงทราบว่าตนจักประสบกับความวิบัติอย่างใหญ่หลวง ก็ทรงกระชากบาตรจากหัตถ์พระปัจเจกพุทธเจ้าเหวี่ยงโครมลงไปที่กอไม้ใกล้ทางด้วยความโกรธ พระปัจเจกพุทธะเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งมีนามว่า " พระสุเนตรปัจเจกพุทธเจ้า " เห็นพระราชกุมารกระทำกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าเข้าลักษณะสำเร็จเป็นทิฐธรรมเวทณียกรรมเช่นนั้น ก็พลันมีจิตกรุณามองดูพระราชกุมารด้วยความสังเวชใจ

    " อ๋อ....โกรธหรือสมณะหัวโลน เราทำแค่นี้ก็โกรธด้วยหรือ จึงมองจ้องหน้า เอาซี จะทำอะไรเราก็เอา เรานี่แหละคือโอรสแห่งองค์สมเด็จพระบรมกษัตริย์ในเมืองนี้ เมื่อท่านจะร้ายแก่เราอย่างไร เราก็อนุญาตให้ด้วยความยินดี "

    ครั้นพระราชกุมารผู้โอหัง ประทุษร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวคำเยาะเย้ยดังนี้แล้ว ก็เสด็จขึ้นคอคชสารไปได้หน่อยหนึ่ง พอลับตาพระสุเนตรปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ก็ทรงกระหายน้ำเป็นกำลัง จึงรับสั่งให้ราชบุรุษทั้งหลายไปตักน้ำที่บ่อ ซึ่งพระราชบิดารับสั่งให้ขุดไว้

    แต่ด้วยอำนาจแห่งทิฐธรรมเวทนียกรรมบันดาลให้เป็นไป บ่อนั้นหาได้มีน้ำไม่ราชบุรุษทั้งหลายกลับมากราบทูลว่าน้ำไม่มี จะรีบไปหาน้ำที่บ่ออื่นมาถวายพระราชกุมารผู้มีกรรมทรงอยู่ไม่ไหว

    เมื่อมิได้ดื่มน้ำก็สิ้นพระชนม์มายุดับสังขารในที่นั้น สมจริงตามคำที่เหล่าโหราจารย์พยากรณ์ไว้ทุกประการ แล้วก็ทรงถูกอกุศลทิฐธรรมเวทนียกรรมฉุดกระชากลากไปอุบัติเป็นสัตว์นรก ณ อเวจีเผาอยู่ตลอดเวลานานประมาณ ๘๔,๐๐๐ ปี ครั้นพ้นจากอเวจีมหานรกแล้ว ก็มาปฏิสนธิถือกำเนิดเป็นเปตรในเปตรวิสัย ได้เสวยทุกขเวทนาด้วยการอดอาหาร มิได้บริโภคข้าวและน้ำเป็นเวลานานโดยนับกาลกำหนดมิได้

    ครั้นถึงสมัยที่องค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฏศรีศากยมุณีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนี้แล้ว เปตรอดีตสัตว์อเวจีมหานรกราชกุมารผู้โอหังนั้น ก็พ้นจากความเป็นเปตร มาถือปฏิสนธิเกิดเป็นบุตรชายคนสุดท้องของชาวประมงตระกูลหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้เมืองกุณฑินคร โดยเหตุที่ในชาติก่อน ๆ ตนเคยเสร้างกุศลกรรมความดีไว้ จึงระลึกชาติได้เมื่อเจริญวัยแล้ว กุมารลูกชายประมงนั้นก็พลันระลึกขึ้นได้ว่า

    " อาตมาได้เสวยทุกขเวทนามาช้านาน ด้วยการประพฤติกรรมอันลามกไว้เมื่อครั้งเป็นพระราชกุมารโอรสแห่งพระเจ้ากิตติวัสสราชธิบดี ประทุษร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีพระคุณอันประเสริฐ จึงไปเกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี แล้วมาเกิดเป็นเปตรอดข้าวอดน้ำ ครั้นพอสิ้นกรรมจากเปตรวิสัยแล้ว จึงมาเกิดในตระกูลของชาวประมงอยู่ ณ กาลบัดนี้ "

    ระลึกชาติได้ฉะนี้แล้ว กุมารนั้นก็มีจิตไม่ผ่องแผ้วเกรงกลัวอยู่แต่บาปกรรม ไม่ปราถนาที่จักฆ่าเนื้อปลาตามตระกูล เมื่อเห็นหมู่ญาติทั้งหลายพากันดอาข่ายไปดักปลาไว้ก็แอบไปทำลายเสีย ถ้าได้ปลามาแล้วเห็นปลานั้นดิ้นอยู่ก็นำไปปล่อยเสีย บิดามารดาบังคับให้ไล่ปลาในน้ำทำการประมง ถ้าหลีกได้ก็หลีกไปให้พ้นไปเสียหาไปไม่

    ถ้าคราวใดหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องไปหาปลาด้วยความจำเป็น เมื่อชาวประมงเพื่อนกันได้ปลาคะเนดูว่าตนมีกำลังมากกว่าก็เข้าไปขโมยปลาที่เขาหาได้ปล่อยลงในน้ำเสียอีกเช่นกัน คนทั้งหลายเหล่านั้นจึงนำเอาความมาบอกแก่บิดามารดาของเขา ฝ่ายท่านผู้เฒ่าซึ่งเป็นบิดามารดา เมื่อเห็นว่าเจ้าลูกชายตนมันประพฤติเป็นคนจัญไรสำหรับชาวประมงบ่อยครั้งเช่นนั้น ก็ไม่พอใจจึงขับไล่ออกจากบ้านไป

    เมื่อถูกไล่ออกจากบ้าน กุมารนั้นก็เป็นเด็กพเนจร เดินทางอดมื้อกินมื้อไปตามยถากรรม วันหนึ่งเดินทางมาถึงที่อยู่แห่งพระอานนท์เถระเจ้า ขณะนั้นเป็นเพลาเช้า พระเถระเจ้ากำลังฉันภัตตาหาร เมื่อเห็นกุมารเข้าไปใกล้ และถวายนมัสการอยู่แทบเท้า

    พระผู้เป็นเจ้าก็ทราบว่าเขามีความต้องการอาหารเป็นอย่างมาก จึงมีความกรุณาแบ่งอาหารให้พอสมควร แล้วก็ไต่ถามถึงความเป็นมา กุมารนั้นเล่าเรื่องของตนเรียนถวายท่านตามความเป็นต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอบรรพชาเป็นสามเณรเสียมิดีกว่าหรือครั้นกุมารรับคำเอาพระผู้เป็นเจ้าก็จัดแจงหาสบงจีวรมาได้แล้ว
    จึงจัดการปลงผมและบวชกุมารนั้นเป็นสามเณรตามความประสงค์ แล้วพาไปสู่สำนักแห่งสมเด็จพระพุทธองค์ เมื่อทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสถามว่า

    " ดูก่อนอานนท์ สมเณรน้อยนี้เธอไปได้แต่ที่ไหนมา? "

    ท่านพระอานนท์ผู้พุทธอนุชา ก็กราบทูลเรื่องราวให้ทรงให้ทรงทราบทุกประการ แล้วกราบทูลอีกต่อไปว่า

    " ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สามเณรนี้เป็นผู้ไม่มีลาภสักการะ เพราะแต่ก่อนมิได้ทำกุศลไว้ มาในชาตินี้จึงได้รับความลำบากนักหนา ข้าพระองค์คิดว่าจะอนุเคราะห์แก่สามเณร โดยให้หม้อน้ำแก่เธอไปตักน้ำถวายพระภิกษเป็นนิตย์ทุกวัน ดังนี้จะเป็นประการใด พระเจ้าข้า "

    เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุมัติแล้ว พระเถระเจ้าก็มีจิตผ่องแผ่ว มอบหม้อน้ำมาถวายพระภิกษุทั้งหลาย และเฝ้าปฏิบัติรับใช้ด้วยความเอาใจใส่ อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เห็นสามเณรปฏิบัติปวงเป็นอย่างดี ก็มีจิตศรัทธารักใคร่จึงถวายนิตยภัตทุกวัน มิให้สามเณรนั้นต้องได้รับความเดือดร้อนในเรื่องอาหารแต่ประการใด

    ต่อมาพออายุครบอุปสมบทแล้ว สามเณรนั้นก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา อุตสาหพยายามบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานยังวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้นในสันดานโดยลำดับ ด้วยอำนาจวาสนาบารมีที่ตนเคยบำเพ็ญมาในช้าก็สามารถยังพระอรหัตมรรคพระอรหัตผลให้บังเกิดขึ้น ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงคุณสูงสุดในที่พระบวรพุทธศาสนา

    จะกล่าวฝ่ายบิดามารดาและพี่ชายที่เป็นชาวประมง เมื่อขับไล่บุตรคนเล็กซึ่งตนลงความเห็นว่าเป็นคนจัญไรออกจากบ้านไปแล้ว ในไม่ช้าก็พากันล้มตายไปตาม ๆ กันทั้ง ๓ คน แล้วไปเกิดเป็นเปตรประเภทปรทัตตูปชีวีมีปากและคอเท่ารูเข็ม ประกอบไปด้วยความลำบาก อดอยากหิวโหยเหลือประมาณ มีรูปทรงสัญฐานอันผอมกะหร่อง มีผิวกายดำเกรียมดุจถูกเผาด้วยเพลิง ไม่มีผ้านุ่งห่ม มีแต่หนังหุ้มกระดูก ทุกวันเวลาได้แต่เสวยทุกขเวทนาอยากข้าวอยากน้ำหน้าดำคร่ำเครียดหาความสุขมิได้ อาศัยอยู่แถว ๆ ภูเขาสาณราสี ตามประสาผีเปตรผู้มีกรรมคอยรับส่วนบุญ

    คราวหนึ่ง กุมารพเนจรไม่มีที่อยู่อาศัย ผู้ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นพระอรหันตมหาเถระเจ้าทรงสูงสุดในพระพุทธศาสนาไปแล้วนั้น ท่านพาพระภิกษุสหายกัน ๑๒ รูปเดินทางผ่านขึ้นไปพักบนภูเขาสาณราสีอันเป็นที่อยู่แห่งเปตรผู้เป็นโยมบิดามารดาและพี่ชายนั้น ครั้นเปตรชราทั้งสองผู้เป็นบิดามารดา เห็นท่านเข้าใจได้ว่าเป็นบุตรของตน จึงหันหน้ามาซุบซิบปรึกษาซึ่งกันและกัน

    เอ๊ะ นั้นดูเหมือนว่าเป็นบุตรชายคนเล็ก ซึ่งพวกเราขับไล่ออกไปเสียจากเรือนเมื่อก่อนนี้มิใช่หรือ อโห บัดนี้บุตรชายของเรา มีบุญวาสนาได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสาวกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    มีหน้าตาผ่องใสครองจีวรสีเหลืองอร่ามงามน่าเลื่อมใสเป็นยิ่งนักเหวย....เจ้านี่ สูมึงจงไปบอกพระภิกษุน้องชายของมึงซึ่งเป็นลูกของกูว่ากูทั้งสองและมึงเวลานี้ตายแล้วมาบังเกิดเป็นเปตรได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมากอยู่ ณ ที่นี้ หากลูกกูผู้เป็นพระจะมีวิธีช่วยเหลือประการใดแล้ว ขอจงได้กรุณารีบช่วยเหลือโดยเร็วเถิดอย่าช้า "
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    (ต่อ)
    หันหน้ามาสั่งเจ้าเปตรลูกชายในตอนท้าย เพราะยังมีความละอายไม่กล้าปรากฏกายให้พระมหาเถระเจ้าเห็น และไม่กล้ากล่าวขอส่วนบุญตนเอง

    เจ้าเปตรผู้เป็นพี่ชายของพระมหาเถระเจ้านั้น ครั้นรับบัญชาจากเปตรผู้เป็นบิดามารดา ก็พยายามไปแสดงกายเพื่อให้พระมหาเถระเจ้าเห็นเป็นหลายครั้งหลายหนในเพลาราตรีนั้น แต่หาได้สำเร็จไม่ ทั้งนี้ก็เพราะองค์อรหันต์ท่านมัวสนมนาอยู่กับเพื่อนพระภิกษุ ไม่ได้สำรวมจิตพิจารณาเหตุทั้งหลายแต่ประการใด จนกระทั่งถึงตามพารุณสมัยอาทิตย์ไขแสงทองขึ้นส่องอร่ามฟ้า เมื่อเปตรหนุ่มนั้นเห็นพระอรหันต์น้องชายพาเพื่อนสงฆ์ลงมาจากภูเขาเพื่อเข้าไปโคจรบิณฑบาตในละเเวกบ้าน มันจึงวิ่งเข้าไปดักหน้าคุกเข่าประคองอัญชลีขึ้นเหนือเศียรเกล้าแล้วร้องเรียกขึ้นไปว่า

    " น้องชายของข้าผู้เป็นพระเอ๋ย....จำได้หรือไม่เล่า ตัวข้านี้เป็นพี่ชายของท่านทำกาลกิริยาตายแล้ว มาเกิดเป็นเปตรมีความเป็นอยู่อย่างแสนจะน่าทุเรศในเปตรวิสัย เพราะเหตุที่มิได้ประกอบกองการกุศลไว้ กระทำแต่กรรมอันเป็นบาปหยาบช้า ถึงแม้บิดามารดาของเราทั้งสองก็เหมือนก็เหมือนกันบัดนี้ท่านตายมาเกิดเป็นเปตรกับข้า ได้รับทุกขเวทนาอดอยากเหลือกำลัง อยากจะขอความช่วยเหลือขอส่วนกุศลจากท่าน หากท่านไม่ปรานีในครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าและบิดามารดาก็เห็นจะไม่แคล้วเป็นเปตรอยู่อย่างนี้ตลอดไป ขอท่านจงพิจารณาหาทางช่วยเหลือข้าผู้เป็นพี่ และบิดามารดาซึ่งเคยมีความปรานีต่อท่านมาแต่เล็กแต่น้อยเถิดเจ้าข้า "

    เปล่า พระมหาเถระเจ้าท่านจะได้รู้เห็นและเห็นจะได้ยินคำร้องของเปตรหนุ่มพี่ชาย ซึ่งอุตสาห์กล่าวขอน้องมาอย่างยึดยาวนั้นแม้สักนิดหนึ่งก็หาไม่ท่านกลับนำหน้าพาเพื่อนสงฆ์เดินเรื่อยไป ราวกะว่าไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นทั้งนี้ก็เพราะว่าท่านมัวแต่สำรวมอินทรีย์ มิได้พิจารณาเหตุอะไรอื่นเช่นเดียวกับนำหน้าพาเพื่อนสงฆ์เดินเรื่อยไป ราวกะว่าไม่มีเหตุอะไรอื่นเช่นเดียวกับเมื่อคืนนี้เอง

    เปตรหนุ่มผู้มีกรรมเมื่อเห็นพระน้องชายไม่เห็น และไม่รู้เรื่องที่ตนบอกเดินเฉยเลยไปดังนั้น พลันใบหน้าที่เศร้าอยู่โดยปรกติธรรมดาก็ยิ่งเศร้าดำลงไปอีกด้วยความผิดหวัง เดินโซเซโซซังเข้าไปยังที่อยู่ของเปตรแก่ผู้เป็นพ่อแลแม่แล้วแจ้งความให้ทราบ เปตรทั้งสองนั้นก็ช่วยกันพูดยุยงส่งเสริมให้มันเกิดกำลังใจพยายามไปขอส่วนบุญพระน้องชายอีกต่อไป เพราะไม่มีทางใดที่จะทำให้ได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว

    อุตสาห์ไปเฝ้าดักหน้าพระอรหันต์ผู้เป็นน้องชาย ในเวลาที่ท่านลงมาจากภูเขาเพื่อเข้าไปโคจรบิณฑบาตในหมู่บ้านเป็นเวลานานหลายวันในที่สุดความพยายามของมันก็เป็นผลสำเร็จ

    เพราะเช้าวันหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าองค์อรหันต์ท่านบังเอิญเหลือบเห็นเปตรพี่ชายด้วยทิพยจักษุ ตามวิสัยแห่งพระอรหันต์ผู้ได้บรรลุฌานอภิญญา เมื่อทราบจากปากคำของเปตรพี่ชายว่าบิดามารดาได้รับความทุกข์มาบังเกิดเป็นปรทัตตูปชีวีเปตร และมีเตนาเลื่อมใสใคร่จักอนุโทนาส่วนกุศลเช่นนั้น ท่านจึงบอกแก่เปตรพี่ชายไปว่า

    " เอาเถิด....เราจะยังความปรารถนาของท่านทั้งหลายให้สำเร็จ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจคอยอนุโมทนาให้ดีก็แล้วกัน ในเพลาสายวันนี้ "

    บอกแก่เปตรพี่ชายฉะนี้แล้ว ท่านก็เดินนำหน้าพาเพื่อนสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ครั้นได้อาหารพอเป็นยาปนมัตแล้ว ก็เดินทางกลับมาและขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่พักก่อนที่จะฉันภัตตาหาร ท่านจึงกล่าวแก่เพื่อนสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า

    " ดูก่อนอาวุโสทั้งปวง วันนี้กระผมใคร่จักขออาหารที่ท่านบิณฑบาตได้มาทั้งหมดทุกรูปในฐานะที่เราเป็นสหายกันจะได้หรือไม่ เพราะว่าบิดามารดาและพี่ชายของกระผมตายไปบังเกิดเป็นเปตรปรทุตตูปชีวี และตัวกระผมนี้มีความปรารถนาใคร่จักถวายสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์สัก ๑๒ องค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปให้แก่เปตรผู้ป็นบิดามารดาและพี่ชายเหล่านั้นแต่อาหารที่กระผมบิณฑบาตได้มาในวันนี้ไม่เพียงพอ จึงใคร่ที่จักขอจากพวกท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นสหายกัน จักยินดีให้แก่กระผมได้หรือมิได้ "

    " จะเป็นไรไปเล่า อาวุโส เอาเถิดส่วนเราทั้งปวงนี้ยินดียกอนุญาตให้ท่านขอท่านจงตั้งใจถวายสังฆทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่เปตชนตามอัธยาศัยแห่งท่านเถิด " พระภิกษุผู้เป็นสหายกันเหล่านั้น ยอมอนุญาตยกให้ด้วยความเต็มใจ

    องค์อรหันต์ผู้ใคร่จะถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลแก่เปตรผู้เป็นญาติคนสำคัญ เมื่อได้รับอนุญาตจากเพื่อนสงฆ์ด้วยกันเช่นนั้น ก็ตักเอาอาหารที่ตนบิณฑบาตมาได้ใส่ลงไปในบาตรเหล่านั้น แล้วก็ตั้งจิตคิดถวายเป็นสังฆทาน เสร็จแล้วจึกยกเอาบาตรเหล่านั้นเข้าไปประเคนถวายคืนแก่เพื่อนสงฆ์ทั้ง ๑๒ รูป แล้วก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลว่า

    อทํ โน ญาตีนํ โหตุ


    " ขอกุศลผลทานนี้จงเข้าไปสำเร็จแก่ญาติคนสำคัญคือ บิดา มารดา และพี่ชายของข้าพเจ้า ซึ่งไปเกิดเป็น เปตรปรทัตตูปชีวีในเปตรวิสัย ในกาลบัดนี้ด้วยเถิด "

    เปตรร่างร้ายซึ่งเป็นพี่ชายและบิดามารดาผู้มีกรรมทั้ง ๓ ตน มาเดินเวียนวนเฝ้ารอคอยอยู่ ณ บริเวณนั้นเป็นเวลานานมาแล้ว ครั้นเห็นองค์อรหันต์เจ้าจัดการถวายสังฆทานแก่เพื่อนสงฆ์ด้วยกันตามที่บอกไว้ก็ให้ดีใจนักหนา

    และฉับพลันที่พระมหาเถระเจ้าองค์อรหันต์กล่าวคำอุทิศให้แก่ตนจบลงก็ยกหัตถ์อันผอมเกร็งมีหนังหุ้มกระดูกขึ้นเหนือเศียรเกล้าตั้งจิตอนุโมทนาส่วนกุศลผลทานนั้น ด้วยคารวะเป็นอย่างยิ่ง และแล้วเปตรร่างร้ายทั้ง ๓ ตนนั้นก็ให้มีอันเป็นขาดใจตายพ้นจากเปตรวิสัยไปในบัดดล

    ด้วยผลแห่งปัตตานุโมทนามัยกุศล ซึ่งเกิดขึ้นแก่ตนในขณะนั้นเข้าทำหน้าที่ให้ได้ปฏิสนธิในเทพวิสัย กลายเป็นเทวดารูปทรงงามสง่าสวมใส่อาภรณ์อันเป็นทิพย์ ความทุกข์ลำบากและความอยากความหิวโหยที่ตนได้รับมานานไม่รู้ว่ามันหายไปไหน

    ขณะนี้มีแต่ความอิ่มกายอิ่มใจเข้ามาแทนที่ อดีตเปตรพี่ชายดูเหมือนว่าจะมีปัตตานุโมทนามัยมากกว่าเพื่อนเพราะฉะนั้น จึงทรงเพศเป็นเทพยดามีรัศมีโอภาสงดงามกว่าเทพยดาทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดา

    เมื่อมีความปรารถนาจะกล่าวขอบคุณแก่องค์อรหันต์เป็นน้องชาย จึงแสดงกายให้ปรากฏแก่พระมหาเถระเจ้าและพระภิกษุหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นทั้งหมด แล้วน้อมกายเข้าไปถวายนมัสการแทบเท้าทั้งสองของพระมหาเถระเจ้าน้องชาย กล่าววาจาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจว่า

    " ข้าแต่พระน้องชายผู้เจริญ ขอพระน้องชายจงดูสรีรกายแห่งพี่ในกาลบัดนี้ ด้วยว่าบัดนี้ตัวพี่และบิดามารดาได้บังเกิด เป็นเทพยดานุ่งหุ่มผ้าอันเป็นทิพย์ ล้วนแต่สวยงามนักหนาและได้เสวยสมบัติทิพย์นานาประการแสนจะเป็นสุข

    เพราะได้อนุโมทนาส่วนบุญที่พ่ออุทิศให้ ขอพ่อจงอยู่เป็นสุขในมนุษยโลกนี้ต่อไปเถิด ส่วนพี่และบิดามารดา ซึ่งได้ดีมีความสุขเพราะความกรุณาปราณีจากพ่อ จะขอลาไปเสวยทิพย์สมบัติเป็นสูขต่อไปตามยถากรรม "

    มีเทววาทีกล่าวฉะนี้แล้ว ก็มีจิตผ่องแผ้วกราบลงที่บาททั้งสองขององค์อรหันต์ผู้เป็นน้องชาย และถวายนมัสการลาพระภิกษุทั้งหลายแล้วก็อัตรธานหายวับไปกับตา....

    สรุปความว่า ผู้ที่มีใจบาปหยาบช้าประกอบช้าประกอบอกุศลกรรมบถไว้ ผลวิบากแห่งอกุศลกรรมบถนั้นย่อมจะบันดาลให้เขาเป็นผู้มีคติวิบัติ คือเมื่อเขาขาดใจตายไปแล้วย่อมไม่สามารถที่จะเป็นผู้มีคติผ่องแผ้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์โลกเรานี้หรือไปเกิดในสคติโลกาวรรค์ได้ แต่จะถูกชักนำให้บ่ายโฉมหน้ามาเกิดในเปตรวิสัย หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " ทุคติ " นี้โดยมีชีวิตเป็นเปตรได้รับทุกขเวทนาอย่างน่าสังเวชใจเป็นเวลานานแสนนานจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ตนทำไว้ แล้วจึงจะได้ไปเกิดในภูมิอื่นตามยถากรรมดังนี้แล

    จากหนังสือกรรมทีปนี โดย พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร)
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47583


     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    เทวดา กับการใส่บาตร
    ..จากเรื่องเล่าครั้งก่อน
    เหล่าเทพเทวดาที่ได้ยินได้ฟังเรื่องอานิสงส์ของการใส่บาตร ก็บังเกิดความเลื่อมใสปรารถนาที่จะได้ทำบุญตักบาตรกับพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน เมื่อพระอรหันต์เจ้าเสด็จมาโปรดแสดงธรรมบนสวรรค์ จึงได้พากันทูลถามต่อพระองค์ว่า
    ‘ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ หากเทพเทวดาบางองค์ ขออนุญาตทำบุญใส่บาตรผ่านกายเนื้อของมนุษย์บ้าง เช่นนี้ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ผลบุญจักเป็นมนุษย์หรือว่าเทวดาพระเจ้าข้า’
    พระอรหันต์เจ้าได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า
    ‘มนุษย์เป็นผู้ได้รับอานิสงส์ผลบุญ’
    ‘เหตุใดจึงเป็นมนุษย์พระเจ้าข้า’
    ‘เพราะกายเนื้อของมนุษย์ มีผู้เป็นเจ้าของครอบครองอยู่แล้ว เมื่อทำบุญใส่บาตรเจ้าของจึงควรได้รับอานิสงส์ผลบุญมากที่สุด...พวกท่านเพียงแต่เป็นผู้อาศัย ยืมร่างของผู้อื่นโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต แล้วจะได้บุญกุศลได้อย่างไร’
    เทพเทวดาจึงทูลถามต่อไปอีกว่า
    ‘แล้วถ้าหากว่าเจ้าของกายเนื้ออนุญาตแล้ว ผู้ที่ได้รับอานิสงส์ผลบุญมากที่สุด จักเป็นของมนุษย์หรือเทวดาพระเจ้าข้า’
    ‘ก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ดี’
    ‘เหตุใดถึงเป็นมนุษย์ล่ะพระเจ้าข้า’
    พระอรหันต์เจ้าทรงตอบด้วยความเมตตาว่า
    ‘ถึงแม้ว่ามนุษย์ผู้เป็นเจ้าของร่างจะอนุญาตแล้ว...แต่มนุษย์ก็ยังเป็นผู้ที่ควรได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าเทพเทวดาผู้อาศัยอยู่ดี...เนื่องมาจากการทำบุญทุกอย่างได้จำเป็นต้องอาศัยกายเนื้อ ดังนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของกายเนื้อ จึงสมควรเป็นผู้ที่ได้รับอานิสงส์ผลบุญมากที่สุด’
    เรื่องนี้...ถูกยกขึ้นมาแสดงธรรมบนสวรรค์ครั้งหนึ่ง และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เทพเทวดาต่างลงมาทำบุญสร้างกุศลยังโลกมนุษย์ เนื่องจากเป็นที่ที่มีร่างกายให้อาศัยทำบุญมากกว่าอยู่บนสวรรค์ ซึ่งบุญที่เทพเทวดาทั้งหลายปรารถนาสร้างบารมีมากที่สุด ก็คือการบำรุงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ไม่ให้เสื่อมสลายลงนั่นเอง
    ทั้งนี้เคยมีผู้ทำนายถึงยุคเสื่อมของศาสนาพุทธ...ในช่วงสองพันห้าร้อยปีหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ที่ทรงเคยทำนายเอาไว้ว่าพุทธศาสนาจะสืบทอดยาวนานกว่าห้าพันปี บนสวรรค์เองก็มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยมีการกล่าวถึงยุคที่ผู้ไร้ศีลธรรม ไร้ศาสนาที่จะถูกคัดแยกออกไปจากผู้ที่มีศาสนาเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมจรรยา หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือการชำระ การกำจัดออกไป เพื่อให้พุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ถึงห้าพันปี...


    ที่มา..หนังสือเรื่องเล่าจากสวรรค์

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=41251
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    เรื่องนี้อาจพลิกชีวิตคุณได้
    เรื่องราวประทับใจนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถูกนำมาลงตีพิมพ์ในหนังสือธรรมะ (มหายาน) ของไต้หวัน ค.ศ. 1988 ฉบับเดือนกันยายนค่ะ ฉันได้อ่านจากเพื่อนที่ส่งมาให้ แล้วรู้สึกว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง บางทีอาจเป็นคำตอบที่เรามักนึกสงสัยว่า ทำไม โอกาสหลายอย่างจึงหลุดมือเราไป ทำไม ทำอะไรก็ติดขัด มีอุปสรรคให้เหนื่อยยากตลอดเวลา ทำไม ขยันทำงานแทบตาย ชีวิตก็ยังแย่เหมือนเดิม

    พี่ชายและน้องชาย ตระกูลหวัน ช่วยกันตั้งโรงงานอาหารกระป๋อง (ผักดอง) ผลิตออกมาหลายรสชาติ จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งขายนอกประเทศ แถวเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นผักดองอัดกระป๋องยี่ห้อ "เจ" หวังจำหน่ายกับคนจีนโพ้นทะเลในหลายๆ ประเทศ แต่น่าเสียดาย ที่พยายามเท่าไหร่กลับมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนผ่านมาถึงปีที่ 8 (ค.ศ.1988) ก็มาถึงจุดที่แบกภาระต่อไปไม่ไหว เป็นลูกหนี้ของแบงค์ที่ตามมาบี้และเป็นหนี้กับนายทุนหลายๆ คน หนี้วัตถุดิบที่เอามาผลิตอาหารกระป๋องจนทั้งสองเกิดอาการเครียดมาก จึงพากันไปดูหมอซินแสคนดังท่านหนึ่งของไต้หวัน ที่มีแต่พ่อค้านายพลใหญ่ๆ ชอบไปดูดวงกับท่าน ซินแสคนนี้แหละที่เป็นผู้เอาเรื่องของพี่น้องคู่นี้มาเขียนในนิตยสารธรรมะฉบับดังกล่าว

    ซินแสท่านเล่าว่า ตอนแรกที่ผูกดวงของพี่น้องคู่นี้ออกมาก็รู้สึกหนักใจมากๆ เพราะตกตำแหน่งที่ "สูญสิ้น" ทั้งคู่ ทั้งถนนชีวิตและปีจร วัยจร ตกที่นั่งกู้ชีพให้ฟื้นขึ้นมาไม่ได้เลย "ตายลูกเดียว" คือ "เจ๊งลูกเดียว" ไม่มีวิธีแก้กรรมแก้เคล็ดใดๆ จึงสั่นหัวแจ้งข่าวร้ายให้ทั้งสองรับทราบบอกว่า "ไม่รอด" พี่ชาย-น้องชาย คอตกกลับมาถึงบ้านพัก ซึ่งอยู่ติดกับโรงงานและรู้สึกเศร้าเสียใจมากๆ กับชะตาชีวิตที่ตกต่ำสุดๆในตอนนี้ บังเอิญในช่วงวันนั้น บริเวณตอนเหนือของไต้หวันเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างหนัก ทีวีออกข่าวเห็นแต่ภาพน้ำท่วมหลากและบ้านเรือนเหลือแต่หลังคา มีคนเกาะต้นไม้และ บ้างก็อยู่บนหลังคา กำลังหิวโหย หนาวเหน็บและลำบากลำบนมาก โดยหน่วยกู้ภัยยังไปไม่ถึงบริเวณดังกล่าว

    ทั้งสองพี่น้องผู้กำลังกลุ้มใจสุดๆ เห็นภาพดังกล่าวก็เกิดความเวทนา จึงเกิดไอเดียปรึกษากันว่า "ไหนๆ ก็จะเจ๊งแน่ ตอนนี้เรายังมิได้ประกาศออกไป ชื่อเสียงที่ย่ำแย่เต็มประดา ยังไม่ถึงขั้นเน่าเหม็น อย่ากระนั้นเลย ทั้งสองคนรีบโทรศัพท์ไปหาญาติมิตรและลูกค้าเก่าๆ เท่าที่เรารู้จัก เอ่ยปากขอยืมเงินมาให้มากที่สุด คนไหนเป็นเจ้าของสินค้าอุปโภค บริโภคที่พอจะช่วยภัยคนตกน้ำเราก็ขอเป็นสินค้ามาก่อน และเขียนเช็ค(เด้ง) ไปให้พวกเขาก่อน รีบๆ รวบรวมปัจจัยให้ได้ภายในคืนนี้แหละ เอาเศษเงินว่าจ้างเรือขนสินค้าอุปโภคบริโภค พวกอาหารแห้ง บะหมี่ ข้าวสาร อาหารกระป๋อง เสื้อผ้า ผ้าห่ม ขอเป็นหน่วยฉุกเฉินหน่วยแรกที่บุกไปบริจาคช่วยชาวบ้านถึงที่เป็นขบวนแรกก่อนเลย เพราะไหนๆก็จะเจ๊งตายอยู่แล้ว เอาเครดิตชื่อเสียงที่พอจะเหลือเอาเงิน เอาข้าวของคนที่มีมาทำบุญสักครั้งเถอะ" ทั้งสองจึงวุ่นวายกันทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ทั้งโทรฯ ทั้งขอ และปลุกให้ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ที่พอจะไหว้วานได้ รายไหนยอมให้กู้ก็ไปรับเงิน รายไหนยอมให้สินค้าก็ส่งรถขนส่งไปขนเอามา เขียนเช็คเด้ง ยื่นหมู ยื่นแมวออกไปก่อน

    แค่รุ่งเช้าทุกอย่างก็พร้อม ได้ของมาเต็มรถบรรทุก 2 คัน ส่งคนไปขอเช่าเรือยนต์รออยู่ที่ตำบลน้ำท่วม ได้เรือมา 4 ลำ ยังไม่ทัน 9 โมงเช้า สินค้าที่ถ่ายลงเรือทั้ง 4 ลำ ตระเวนแล่นเข้าไปในดงน้ำท่วม ของกินของใช้ก็จัดมัดไว้ในถุงพลาสติกใบโตๆ เจอผู้รอดตายก็รับขึ้นเรือ บางรายรับไม่ได้ก็ฝากถุงยังชีพถุงกู้ชีพไปให้ก่อน บอกว่าเดี๋ยวเรือด่วนของราชการคงมาช่วยพาไปขึ้นบกที่ปลอดภัยในภายหลัง

    การกระทำอย่างฉับไวในครั้งนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีผู้สื่อข่าวทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ไปดักรอทำข่าวอยู่แล้ว ความรวดเร็วและกล้าหาญจริงใจในการช่วยคนตกทุกข์แบบขบวนการของเอกชนแบบนี้ ยังไม่เคยเห็นใครทำมาก่อน ชุดนี้ช่วยในวาระแรกๆ อาหาร เสื้อผ้า ส่งตรงถึงผู้ประสบภัยกันถ้วนหน้า พอเห็นหน่วยราชการ กาชาด องค์กรการกุศลอื่นๆที่ตามมาทีหลัง หน่วยแรกนี้ก็ล่าถอยกลับบ้าน เพราะถือว่าสมใจ นึกแล้ว ทั้งเหนื่อยจัดและหมดแรง แต่ก็ดีใจปลื้มใจสุดๆ

    ทั้งสองครอบครัวกลับถึงบ้านก็สั่งปิดโรงงานเตรียมตัววางเฉย เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานเจ้าหนี้ทั้งหลายคงรุมฟ้องคดีกันยืดยาว แต่เหตุการณ์กลับพลิกล็อกเหนือความคาดหมาย ปรากฏว่าทั้งธนาคารหลายแห่งและเจ้าหนี้ทั้งหลายกลับวางตัวเงียบเฉย ไม่มีใครยื่นฟ้องคดีล้มละลายกับคู่นี้สักรายเดียว เพราะทุกคนทั่วประเทศได้เห็นข่าวกล้าหาญในการส่งเสบียงกู้ภัยในนามเอกชนแท้ๆอยู่เพียงรายเดียว

    เจ้าหนี้ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันหมดว่า "พี่น้องคู่นี้ไม่น่าจะยากจนจริงๆ อย่างที่เคยเข้าใจ คงจะแกล้งจนและแกล้งเบี้ยวหนี้" จึงไม่มีใครตกอกตกใจว่าคู่นี้ใกล้เจ๊ง กลับเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะเปิดให้มีการเจรจาปรองดองหนี้กันใหม่ และสิ่งที่แปลกกว่านั้นคือ ประชาชนตาดำๆ ทีได้เห็นข่าวทีวีและอ่านในหนังสือพิมพ์ต่างก็คิดว่าอาหารกระป๋องผักดองเจของโรงงานนี้น่าจะลองชิมดู เพราะถ้าค้าขายได้ร่ำรวยเงินทองเจียดเงินมาช่วยคนประสบภัยแบบนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดา ดังนั้นร้านค้าต่างๆ ห้างต่างๆ รวมทั้งลูกค้าใหญ่ๆ ในต่างประเทศต่างก็โทรฯเข้ามาขอสั่งซื้อผักดองกระป๋องของโรงงานแห่งนี้กันโกลาหลเรียก ว่ารับแต่ใบออเดอร์ที่โทรฯ ประดังเข้ามาก็จดกันมือนิ้วชาไปหมด โรงงานของสองพี่น้องจึงฟื้นชีพขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์และขายดิบขายดีตั้งแต่บัดนั้น

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=25319
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    ทำไมไม่สมหวัง
    นิทานธรรมะ "ทำไมไม่สมหวัง" อ่านเพื่อให้เป็นคติเตือนใจ เกิดสติปัญญา

    มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก
    คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
    เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย
    ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
    ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า
    คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
    โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
    เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
    ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

    เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อย ๆ
    ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
    ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น
    มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
    เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน
    แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
    เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ
    จึงบอกว่า " ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า"

    หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า "อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว"
    เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า
    "อยากเข้ามา ก็เข้ามา!"

    เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
    ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้าง ๆ เตียงของชายคนนั้น
    หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า "อาการหนักเลยนะ"

    ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
    หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า
    "โทรมมากเลยนะ" ชายคนนั้นไม่สนใจ
    หลวงตาบอกว่า "ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ"
    ชายคนนั้นไม่สนใจ

    แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
    เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น
    ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อย ๆ จางหายไป
    กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

    ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
    ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

    เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
    เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ
    แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา
    เขามองเห็นศพนั้น
    เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุม
    ร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

    พักใหญ่ ๆ อีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
    เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู
    เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร
    จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
    เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้าง ๆ ค่อย ๆ
    กอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
    จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
    จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

    จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพ
    ของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
    พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
    แล้วก็ค่อย ๆ จางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

    ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า "ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน"

    เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา
    เด็กรับใช้ตกใจมาก
    หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า "โยมรอดแล้ว
    เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว"

    ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

    คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
    ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย
    เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
    เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

    ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้
    คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
    เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน
    ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า
    ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้
    ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า
    เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ [​IMG]


    ทุก ๆ วจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด พูด ล้วนเป็นกรรมหมด
    อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น [​IMG]

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=44916
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    อ่านแล้วอย่าร้องให้นะ เพื่อน.jpg
    อ่านแล้วอย่าร้องให้นะ เพื่อน


    เรื่องนี้อาจจะยาว แต่....ซึ้ง....อ่านเรื่องนี้จบ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบว่าเป็นเพราะจิตใจเราอ่อนแอ.... ขี้สงสาร... หรืออินในเรื่อง เพื่อนๆ ลองอ่านดูนะ

    ลูกจ๋า อย่าส่งแม่ไปบ้านพักคนชราเลย!

    ลูกสะใภ้พูดว่า “ทำอาหารจืด แม่ก็ว่าไม่มีรสชาติ ตอนนี้ทำเค็มนิดหนึ่ง แม่ก็ว่า กินไม่ได้ แล้วจะเอายังไง!”

    เมื่อแม่เห็นลูกชายกลับมา ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กลืนข้าวเข้าปาก ลูกสะใภ้มองตามด้วยความโกรธ
    เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แม่กำลังกิน ก็พูดกับภรรยาว่า

    “ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าโรคของแม่กินเค็มมากไม่ได้?”

    “เอาละ! ในเมื่อเป็นแม่ของคุณ วันหลังคุณก็ทำเองก็แล้วกัน” ลูกสะใภ้กล่าวด้วยความโมโห แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป

    ลูกชายเรียกตามด้วยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแม่ว่า

    “แม่ครับ ไม่ต้องกินหรอก เดี๋ยวผมต้มบะหมี่ให้แม่กินนะครับ”

    “ลูกมีอะไรจะพูดกับแม่ไหม? ถ้ามีก็บอกแม่เถอะ อย่าเก็บไว้เลย”แม่เห็นอาการกังวลของลูกชาย

    “แม่ครับ เดือนหน้าผมได้เลื่อนตำแหน่ง เกรงว่าจะต้องมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทำงาน คือว่า....”

    แม่รู้ทันทีว่าลูกชายจะพูดอะไรต่อ....

    “อย่าส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชรานะลูก....” แม่พูดออกมาอย่างอ้อนวอนลูกชายนิ่งคิดไปนาน แต่ก็พยายามหาทางออกที่ดีกว่านี้

    “แม่ครับ อยู่บ้านพักคนชราก็ดีนะแม่จะได้ไม่เหงา ที่นั่นมีคนดูแล ดีกว่าอยู่ที่บ้านนะครับ หากเมียผมไปทำงาน เธอจะไม่มีเวลาดูแลแม่เลยนะครับ”

    หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาทานบะหมี่ จากนั้นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่าง ในใจเกิดความสับสนขัดแย้ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี!

    แม่ของเขาเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว กล้ำกลืนทนทุกข์เลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งส่งเสียให้เรียนยังต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้อ้างสิ่งที่ทำไปเป็นเบี้ยต่อรองให้เขาต้องเลี้ยงดู กลับกันภรรยาผู้มาทีหลังกลับเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบ นี่เขาต้องส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงหรือ?

    “คนที่จะอยู่กับแกในช่วงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะโว้ย ไม่ใช่แม่!” เพื่อนๆ มักจะเตือนเขาอย่างนี้

    “แม่ของเธอแก่แล้วนะ หากโชคดีก็อยู่กับแกได้อีกหลายปี ทำไมไม่อาศัยเวลาที่เหลือของแม่แล้วก็กตัญญูปรนนิบัติท่านละ อย่ารอให้แกอยากกตัญญูแต่แม่ไม่อยู่แล้ว แล้วแกจะเสียใจ!” ญาติๆ มักจะเตือนเขาว่าอย่างนี้ เขาไม่กล้าคิดอะไรต่อ กลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เขานั่งเงียบๆ คนเดียวด้วยจิตใจที่หดหู่ ณ บ้านพักคนชราที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดต่อแม่ของเขา อย่างน้อยที่นี่ก็สะดวกสบาย

    เมื่อเขาพยุงแม่เข้าสู่ตัวอาคาร ทีวีจอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์ตลกอยู่ แต่ไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ชมแม้แต่คนเดียว คนชราจำนวนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน นั่งอยู่บนโซฟานั่งมองประตูทางเข้าด้วยสายตาอันเหม่อลอย หญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาใส่ปาก

    เขารู้ว่าแม่ชอบห้องที่สว่างโล่ง จึงเลือกห้องที่แสงพระอาทิตย์สามารถสาดส่องเข้ามาได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังร่วงลงสู่พื้นหญ้าเป็นจำนวนมาก นางพยาบาลหลายคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู่ออกไปชมพระอาทิตย์ตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เขาสะท้านวาบในจิตใจ
    แม้แสงพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจะงดงามสักเพียงใด นั่นก็หมายความว่าความมืดยามค่ำคืนกำลังจะย่างกรายเข้ามาแทนที่ เขาถอนหายใจเบาๆ

    “แม่ครับ ผม....ต้องไปแล้วนะ” ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงแค่พยักหน้า

    ตอนที่เขาเดินจากมา แม่ยังคงโบกมือลาด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาหันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแม่ เขานึกในใจ “แม่แก่แล้วจริงๆ”

    อยู่ๆ ภาพในครั้งอดีตก็ผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิด ปีนั้นเขาอายุได้เพียงแค่ 6 ขวบ แม่มีธุระต้องไปต่างจังหวัด จึงต้องพาเขาไปฝากไว้ที่บ้านคุณลุง ตอนที่แม่จะออกจากบ้านไป เขารู้สึกกลัวมาก เอาแต่กอดขาแม่ไม่ยอมให้แม่ไป

    “แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูไป แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูนะ!” สุดท้าย แม่ก็ไม่กล้าทิ้งเขาไปต่างจังหวัด เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อปิดประตูแล้วก็ไม่กล้าหันไปมองแม่อีก เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเห็นภรรยาและแม่ยาย กำลังเก็บเอาข้าวของของแม่โยนออกมานอกห้อง ถ้วยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ 3 ฟุตที่เขาชนะเลิศประกวดเรียงความ “แม่ของฉัน”

    พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แม่ซื้อให้เขาในวันเกิด ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับจากแม่ ยังมียาหม่องน้ำที่แม่ต้องทาขาก่อนนอนทุกวัน

    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณโยนของๆ แม่ผมออกมาทำไม?” เขาถามออกไปด้วยความโมโหสุดขีด

    “ขยะทั้งนั้น ถ้าไม่ทิ้ง แล้วฉันจะเอาของๆฉันวางไว้ตรงไหน?” แม่ยายพูดอย่างไม่สบอารมณ์

    “ใช่แล้ว คุณรีบเอาเตียงเน่าๆของแม่คุณไปทิ้งได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเตียงใหม่ให้แม่ฉัน!”

    รูปเก่าๆ สมัยเขายังเด็กกองอยู่กับพื้น มันเป็นรูปที่แม่พาเขาไปเที่ยวสวนสัตว์และสวนสนุก

    “นั่นมันเป็นสมบัติของแม่ผม ใครก็เอาไปทิ้งไม่ได้!”

    “มันจะมากเกินไปแล้วนะ มาทำเสียงดังกับแม่ฉันได้ยังไง ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!”

    “ผมเลือกคุณก็ต้องรักแม่คุณด้วย แต่คุณแต่งงานเข้ามาอยู่บ้านผม ทำไมคุณรักแม่ผมไม่ได้?”

    ท้องฟ้าอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ ท้องถนนที่ว่างเปล่าไร้รถรา บีเอ็มดับบลิวคันหนึ่งพุ่งไปข้างหน้าราวกับอยู่ในสนามแข่ง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของชายคนหนึ่งซึ่งมุ่งไปทางบ้านพักคนชรานอกเมือง จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องพักของแม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขายืนมองแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง แม่ของเขาก้มหน้าใช้มือนวดที่ขาของตัวเอง เมื่อแม่ของเขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู ก็เห็นลูกชายของตัวเองยืนอยู่ และในมือถือยาหม่องน้ำอยู่ และก็พูดออกมาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า

    “แม่ลืมเอามาด้วย ดีนะที่ลูกเอามาให้...”

    เขาเดินไปหาแม่และคุกเข่าลงไป

    “ดึกแล้วลูก แม่ทาเองได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานแต่เช้า กลับไปเถอะ!”

    เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

    “แม่ครับ ผมขอโทษ แม่ยกโทษให้ผมนะ กลับบ้านเราเถอะ!”

    #########################

    ลูกรัก ตอนที่เจ้ายังเด็ก แม่ใช้เวลาทั้งหมด ค่อยๆ สอนให้เจ้าใช้ช้อนใช้ตะเกียบคีบอาหาร สอนเจ้าใส่รองเท้า สอนเข้ากลัดกระดุม สอนเจ้าใส่เสื้อผ้า อาบน้ำให้เจ้า เช็ดอุจาระปัสาวะให้เจ้า สิ่งเหล่านี้แม่ไม่เคยลืม หากวันหนึ่ง แม่จำไม่ได้ หรือเริ่มพูดช้าลง ขอเวลาให้แม่สักหน่อย รอแม่ได้ไหม อยากจะพูดสอนเจ้ากี่ร้อยครั้งให้เจ้าพูดว่าคำว่าแม่ได้!
    แม่ดีใจมากแค่ไหนที่เจ้าเริ่มพูดเป็นประโยคได้?

    แม่ต้องตอบคำถามของเจ้ากี่ร้อยครั้ง กว่าเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้าสงสัย!

    ดังนั้น หากวันหนึ่ง แม่ถามเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเรื่องเดิมๆ ขอให้เจ้าอย่ารำคาญจะได้ไหม?

    ตอนนี้แม่อาจกลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ ยามกินข้าวอาจหกเลอะเสื้อผ้า เจ้าอย่าเอ็ดแม่ได้ไหม? ขอให้เจ้าอดทนและอ่อนโยนกับแม่ ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างๆ แม่ แม่ก็รู้สึกอุ่นใจ

    ลูกรัก วันนี้ขาของแม่เริ่มอ่อนแรง ยืนได้ไม่ค่อยนาน เดินเหินลำบาก ขอให้ลูกจับมือและพยุงแม่ไว้ เดินเป็นเพื่อนแม่จนวันที่แม่สิ้นใจ เหมือนวันที่เจ้าคลอดมา แม่ก็พยุงเจ้าเดินอย่างนี้เหมือนกัน!

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48715
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,743
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,075
    สิ่งที่น่ากลัว
    พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ
    ชายหนุ่มสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ไม่ว่าจะไปในที่แห่งใด ทั้งสองมักจะไปด้วยกันเสมอ อยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ได้ตกลงใจว่าจะออกเดินทางไกลเพื่อท่องเที่ยวโลกกว้างด้วยกัน
    โดยขณะที่เดินผ่านหมู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยป่าเขาสองสหายก็ได้เจอนักบวชท่านหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากป่าด้วยอาการรีบร้อน เหมือนกำลังกลัวต่อสิ่งที่ได้พบเห็น หนึ่งในนั้นจึงถามขึ้นว่า

    "ท่านเจออะไรมา ทำไมถึงดูมีอาการตกใจและรีบร้อนที่จะหลีกหนีไปให้ไกลเสียเหลือเกิน?"

    "ข้าบังเอิญได้เจอสมบัติที่มีคนฝันไว้ใต้ดิน และที่หล่นอยู่บริเวณนั้น เป็นทองคำที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ข้าไม่ต้องการมัน เพราะข้ามองว่ามันคือสิ่งที่น่ากลัว เป็นสิ่งที่ควรหลีกห่าง"

    "ทำไมท่านไม่ถือเอาสมบัติเหล่านั้นมาครอบครองเสียล่ะ?"

    "มันคือสิ่งที่มีพิษ ข้าไม่ต้องการที่จะจับต้องมันแม้ปลายเล็บ"

    แล้วนักบวชก็รีบเดินจากไป ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันและคิดว่า วันนี้พวกเขาช่างโชคดีเหลือเกินที่จะได้ครอบครองสมบัติอันล้ำค่าร่วมกัน

    สองสหายได้ตกลงกันว่า หากใครพบสมบัติไม่ว่าก่อนหรือหลัง ก็จะนำมาแบ่งให้เท่า ๆ กัน เมื่อเจรจากันลงตัว ทั้งคู่จึงรีบเดินทางไปยังที่ที่ได้รับการบอกกล่าวจากนักบวชทันที

    ครั้นมาถึงที่เกิดเหตุ ต่างก็ช่วยกันค้นหาสมบัติ สักพักก็พบกับสิ่งที่ได้รับการบอกเล่าจากนักบวชจริง ๆ เกลอทั้งสองดีใจจนแทบควบคุมสติไม่อยู่ ต่างคนต่างวาดฝันที่จะเห็นตัวเองเป็นมหาเศรษฐีให้วันข้างหน้า

    เมื่อเห็นว่าสมบัตินั้นมีอยู่จริง ความคิดแวบแรกของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า

    “หากขนสมบัติกลับบ้านในเวลากลางวัน ย่อมทำให้มีคนเห็นแน่นอน ซึ่งจะทำให้พวกเขามาแย่งชิงได้ ด้วยเหตุนี้เราควรขนย้ายสมบัติตอนกลางคืนดีกว่า เพราะจะได้ไม่มีใครเห็น”

    เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เขาจึงได้กล่าวกับเพื่อนที่กำลังนั่งเชยชมสมบัติอยู่

    “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเคลื่อนย้ายสมบัติ ท่านควรจะไปหาอาหารมารับประทานดีกว่า ส่วนข้าจะขออาสาเฝ้าสมบัติแทน”

    ฝ่ายชายหนุ่มที่ถูกเสนอให้ไปหาเสบียง แทนที่จะรู้สึกน้อยใจที่ตนต้องออกไปหาอาหาร กลับตอบตกลงด้วยความเต็มใจ เพราะในใจของเขาก็คิดไว้แล้วว่า

    “หลังได้อาหารมาและรับประทานอิ่มแล้ว เขาจะผสมยาพิษลงไปในอาหารที่เหลือ เพื่อให้เพื่อนที่เฝ้าสมบัติรับประทานด้วยวิธีนี้ย่อมทำให้ตนได้ครอบครองสมบัติแต่เพียงผู้เดียว เพราะเพื่อนคงเสียชีวิตเพราะยาพิษที่ผสมอยู่ในอาหารนั้น”
    ว่าแล้วเขาก็เดินเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อที่จะหาอาหารมาเป็นเสบียง พร้อมกับความรู้สึกเพ้อในใจ หากว่าแผนที่คิดไว้นั้นเกิดสัมฤทธิ์ผล

    หลังจากเพื่อนได้จากไปเพื่อหาเสบียง ชายหนุ่มที่เฝ้าสมบัติก็คิดขึ้นมาว่า

    “หากต้องแบ่งสมบัติให้เพื่อน ย่อมไม่เป็นการตีแน่นอนเราควรได้ยึดครองสมบัติที่มีอยู่แต่เพียงผู้เดียว หากเพื่อนกลับมา เราจะต้องฆ่าเขาให้ตายเพื่อที่สมบัติจะได้ตกเป็นของเราทั้งหมด”

    เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงหาท่อนไม้ที่เหมาะมือมาไว้ในที่ใกล้ตัวอย่างพร้อมจะปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ
    ส่วนชายหนุ่มที่รับหน้าที่ไปหาอาหาร ก็ได้ทำตามแผนที่วางไว้ คือ รับประทานอาหารให้เต็มอิ่ม พร้อมกับนำอาหารอีกส่วนที่เจือด้วยยาพิษไปให้เพื่อนที่รออยู่ เขาคิดในใจว่าเพื่อนที่จะต้องพบกับจุดจบตามที่ตนวางแผนไว้แน่นอน

    ฝ่ายชายหนุ่มมีเฝ้าสมบัติ เมื่อเห็นเพื่อนที่ไปหาเสบียงมาถึงก็ออกมาจากป่าที่แอบซุ่มอยู่ทันที แล้วลงมือทุบตีเพื่อนของตนด้วยหวังจะให้ตาย ท้ายที่สุดเพื่อนที่ตนเคยบอกว่ารักนักหนา ก็เสียชาติในเวลาต่อมา

    เมื่อชายผู้ถูกความโลภครอบงำเห็นว่าแผนการสัมฤทธิ์ผลเขาก็นั่งวาดวิมานในอากาศถึงความร่ำรวยที่ตนจะได้ครอบครองครั้นเห็นว่าทุกอย่างไรปัญหา เขาจึงเดินไปหยิบห่ออาหารที่เพื่อนนำมา พร้อมกับนั่งรับประทานด้วยความสำราญใจ

    แต่อนิจจา กรรมช่างตามมาสนองทันตาเห็น เพราะหลังจากรับประทานอาหารไม่กี่คำ ชายผู้ฆ่าเพื่อนได้ลงคอก็ล้มชักลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น ในขณะที่นอนรอความตายอยู่นั้น ชายหนุ่มได้คิดถึงคำพูดของนักบวชว่า

    “นี่คือสิ่งที่น่ากลัว”

    ชายหนุ่มได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมนักบวชถึงกล่าวเช่นนั้น แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะทุกอย่างมันสายเกินจะแก้ไข เขาได้สิ้นใจตายพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ตนได้กระทำต่อเพื่อน เพราะอาศัยความโลภมาคอยบงการ
    b12.gif

    ข้อคิด ::

    เมื่อใดที่ใครคนหนึ่งได้สัญญาว่าจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เราไม่ควรให้ความเป็นคนดีถูกผูกไว้ แล้วมีผลประโยชน์เข้ามากั้นตรงกลาง เพราะมิตรภาพที่งดงามไม่อาจเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความโลภที่จ้องเล่นงาน

    มิตรภาพที่งดงามมิอาจแข็งแรงได้ ท่ามกลางความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่า ใครคนหนึ่งจะเอาเปรียบอีกฝ่ายหรือไม่ แต่มิตรภาพจะเติบโตได้เมื่อต่างฝ่ายไม่ได้มองว่า แต่ละคนคือ เหยื่ออันโอชะของตน

    หากเราสามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่จะเอาเปรียบคนที่เรารู้จัก และคนที่เราเชื่อมั่นที่จะรักได้ด้วยที่บริสุทธิ์ ตัวเราเองจะได้รับความไว้วางใจที่ไร้เงื่อนไข ทำให้คนที่เราเรียกเขาว่าเป็นมิตรผู้พร้อมยอมพลีความสบายส่วนตัว จะเข้ามาแบกรับภาระช่วยเราด้วยความเต็มใจ โดยมิมีเกี่ยงงอน

    เป็นมิตรภาพที่เติบโตขึ้นท่ามกลางการเรียนรู้ที่จะเห็นใจกันและกัน เป็นความงามที่เกิดจากน้ำใจที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันรดลงไปในใจ เพื่อให้อีกใจได้รับรู้และสัมผัสถึงความรู้สึกดี ๆ ที่แต่ละคนต่างมอบให้ด้วยความเต็มใจ

    โปรดระวังมิตรภาพที่จะก่อตัวขึ้นท่ามกลางผลประโยชน์ที่เข้ามาแทรกแซง เพราะหากแยกแยะไม่ดีพอ ปัญหาที่ก่อให้เกิดความลวงก็จะมาหน่วงความรักให้กลายเป็นความร้ายและทำลายทุกสิ่งในชีวิตของเราให้พังครืนลง

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48594

     

แชร์หน้านี้

Loading...