ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    FB_IMG_1774912673922.jpg

    หุ้นเทคยับเหมือนเดิม ดัชนีส่วนใหญ่ปิดลบหลังร่วงติดต่อกัน 5 สัปดาห์ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด จับตาคอมเมนต์ Trump และ Powell เรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันจันทร์ในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่เผชิญภาวะขาลงติดต่อกันมาถึง 5 สัปดาห์เต็มๆ ปัจจัยหลักยังคงเป็นราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนกำลังนั่งวิเคราะห์ถ้อยแถลงจากทั้ง Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และประธานาธิบดี Donald Trump เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน

    ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 0.7% ส่วนดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.4% ในขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones ขยับขึ้นเล็กน้อย 0.1% โดยหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory-chip) เป็นตัวฉุด Nasdaq ให้ดิ่งลง นำโดย Micron Technology (MU) และ Western Digital (WDC) ที่ปิดลบไปประมาณ 10% และ 8.5% ตามลำดับ

    สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจะปิดทำการในวัน Good Friday และตลาดพันธบัตรจะปิดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ประจำเดือนมีนาคมออกมาในช่วงนั้นด้วย

    ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ ทั้งสามดัชนีหลักดิ่งลงอย่างหนัก โดย Dow Jones ร่วงไปเกือบ 800 จุด จนเข้าสู่ภาวะ "Correction" (ปรับฐาน) หรือลดลง 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด ส่วน Nasdaq นั้นเข้าสู่ภาวะปรับฐานไปก่อนหน้าแล้วหนึ่งวัน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

    ราคาน้ำมันดิบและคำขู่จาก Trump
    เมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) พุ่งขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์ราคาทั่วโลกเคลื่อนไหวแถวๆ 108.25 ดอลลาร์

    เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Trump ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยระบุว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่าง "การเจรจาระดับเข้มข้นกับรัฐบาลชุดใหม่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าเดิม เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน" อย่างไรก็ตาม Trump ยังคงรักษามาตรการกดดันขั้นสูงสุดด้วยการทิ้งท้ายคำขู่ที่รุนแรงว่า "หากช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz Strait) ไม่เปิดให้ดำเนินการทางธุรกิจได้ในทันที เราจะปิดฉากภารกิจ 'เยี่ยมเยียน' อันแสนชื่นมื่นในอิหร่าน ด้วยการเป่าทำลายทั้งโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์ก (Kharg Island) ให้สิ้นซาก (รวมถึงโรงกลั่นน้ำทะเลทั้งหมดด้วย!) ซึ่งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ เราจงใจละเว้นไว้ยังไม่แตะต้องเลยในตอนแรก"

    ทางด้าน Jerome Powell ประธาน Fed ก็ได้กล่าวกับนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ว่า ธนาคารกลางเองก็ "ไม่รู้ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร" จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ร่วงลงมาอยู่ที่ 4.35% หลังจากที่ไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อนที่ 4.44% เมื่อวันศุกร์

    อัปเดตสินทรัพย์อื่นๆ และหุ้นรายตัว
    Gold: ราคาทองคำขยับขึ้นมาที่ประมาณ 4,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เหนือ 5,625 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม

    US Dollar Index: แข็งค่าขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 100.53

    Bitcoin: ดีดตัวขึ้นมาที่ 66,400 ดอลลาร์ จากจุดต่ำสุดช่วงข้ามคืนที่ต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์เล็กน้อย

    Magnificent Seven: หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ปิดแบบผสมผสาน หลังจากร่วงยกแผงเมื่อวันศุกร์ โดย Meta Platforms (META) นำกลุ่มบวกขึ้นมาประมาณ 2%

    Alcoa (AA): พุ่งขึ้น 8% หลังจากอิหร่านโจมตีโรงงานของคู่แข่งอย่าง Aluminium Bahrain (Alba)

    Eli Lilly (LLY): บวก 1% หลังประกาศดีลนำยาที่พัฒนาโดย AI จาก Insilico Medicine เข้าสู่ตลาด

    Sysco (SYY): ดิ่งหนัก 15% นำกลุ่มขาลงใน S&P 500 หลังประกาศซื้อกิจการค้าส่งอาหาร Jetro Restaurant Depot มูลค่าราว 29,000 ล้านดอลลาร์

    เจาะลึกรายอุตสาหกรรม: Technology และ Industrials ฉุดตลาด
    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 ร่วงลงประมาณกลุ่มละ 1.8% ในช่วงนาทีสุดท้ายของการซื้อขาย ส่งผลให้ดัชนีภาพรวมลดลง 0.8% โดยมีเพียง 4 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ปิดลบ ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Energy (-0.8%) และ Consumer Discretionary (-0.3%)

    Micron Technology (MU) ร่วง 10% เป็นตัวฉุดกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ Comfort Systems USA (FIX) เป็นหุ้นที่อาการหนักสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยลบไป 7%

    CrowdStrike ได้รับความเชื่อมั่นจาก Wall Street
    หุ้นของ CrowdStrike (CRWD) พุ่งขึ้นประมาณ 4% ไปอยู่ที่ 383 ดอลลาร์ หลังจากนักวิเคราะห์จาก Wolfe Research ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเป็น "Outperform" พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 450 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาดต่างมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นตัวนี้

    แม้หุ้นจะร่วงไปเกือบ 20% ตั้งแต่ต้นปีเพราะกังวลเรื่อง AI จะมาแย่งงาน แต่ Wolfe กลับมองว่าเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง จะกลายเป็น "ตัวขับเคลื่อน" ความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

    ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022
    วิกฤตอิหร่านที่ยืดเยื้อกดดันให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น โดยค่าเฉลี่ยระดับประเทศขยับขึ้นมาที่ 3.99 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม (ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่ 2.98 ดอลลาร์) ถือเป็นการเพิ่มขึ้นในรอบ 30 วันที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 5 ปี

    ตลาด Crypto เจอจุดต่ำสุดหรือยัง?
    หลังจากปี 2026 เริ่มต้นได้อย่างโหดร้ายสำหรับชาวคริปโต หลายคนเริ่มถามหาจุดต่ำสุด (Bottom) ปัจจุบัน Bitcoin ร่วงลงเกือบครึ่งจากจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง Coinbase (COIN), Strategy (MSTR) และ Gemini (GEMI) ต่างร่วงลงอย่างน้อย 15% ในไตรมาสนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของกฎหมาย Clarity Act ในวอชิงตัน

    ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ
    วันหยุดตลาด: ตลาดหุ้นจะปิดวันศุกร์ที่ 3 เมษายน (Good Friday) และกลับมาเปิดปกติวันจันทร์ที่ 6 เมษายน

    Alaska Air Group (ALK): หุ้นร่วงกว่า 5% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลขาดทุนในไตรมาสแรกปี 2026 เป็น 1.50 - 2.00 ดอลลาร์ต่อหุ้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น 400% ในฝั่งสิงคโปร์

    Trump เล็งยึดยูเรเนียม: มีรายงานว่า Trump กำลังพิจารณาส่งกองกำลังเข้าไปยึดยูเรเนียมหลายร้อยปอนด์จากอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเคลมว่าทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไปหมดแล้วก็ตาม

    https://www.facebook.com/share/14XiJ5Ypy8F/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อเลือดนองตลาดและ Hedge Fund ถอดใจ! เจาะลึกวิกฤตสงครามอิหร่าน น้ำมันเดือด 100 ดอลลาร์ หรือนี่คือ "โอกาสทอง" ของคนกล้าช้อนหุ้นเทคฯ?

    วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2026 เป็นอีกวันที่นักลงทุนทั่วโลกต้องนั่งกุมขมับ เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับลำร่วงลงอย่างหนักหลังจากที่เปิดตลาดมาด้วยแรงบวกในช่วงเช้า ดัชนี S&P 500 ที่เคยขึ้นไปได้ถึง 0.9% ในช่วงต้นวัน สุดท้ายกลับปิดตลาดลบ 0.4% ปิดที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม และตอนนี้เหลืออีกไม่ถึง 1% ก็จะเข้าสู่เขต "Correction" อย่างเป็นทางการ — ซึ่งคำว่า Correction ในภาษาตลาดหุ้นหมายถึงการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเกิน 10% ถือเป็นสัญญาณที่บอกว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง "ปรับฐาน" อย่างมีนัยสำคัญ

    ส่วน Nasdaq 100 ซึ่งเป็นดัชนีที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่นั้น ไปไกลกว่า S&P 500 เสียอีก เพราะเข้าสู่เขต Correction ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา และในวันจันทร์ก็ยังคงร่วงต่อเนื่องอีก 0.8% ทำให้ตอนนี้ Nasdaq 100 ร่วงลงมาแล้วราว 12% จากจุดสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนตุลาคม ถือเป็นการเข้าสู่ Correction ครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์ "Liberation Day" ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2025

    ภาพรวมของเดือนมีนาคมนี้ถือว่าเลวร้ายมาก S&P 500 กำลังจะปิดเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่หุ้นกลุ่ม Energy กลับสวนทางวิ่งขึ้นต่อเนื่อง 14 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติ Winning Streak ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งหมดนี้เกิดจากสาเหตุหลักเพียงสาเหตุเดียว นั่นคือสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง

    ทำไม Bond ถึง Rally กลับ? เมื่อตลาดเปลี่ยนใจจาก "กลัวเงินเฟ้อ" เป็น "กลัวเศรษฐกิจชะลอ"

    เรื่องที่น่าสนใจมากในวันจันทร์คือตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่กลับมา Rally อย่างแรง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเจอการขายหนักที่สุดในรอบ 17 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักลงทุนเปลี่ยนมุมมองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่ก่อนหน้านี้ตลาด Futures เคย Price In ไว้ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีอย่างแน่นอน กลับกลายเป็นว่าในวันจันทร์ นักเทรดเริ่มให้ความน่าจะเป็นถึง 20% ว่า Fed อาจจะ "ลด" ดอกเบี้ยแทนภายในการประชุมเดือนธันวาคม

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีตัวกระตุ้นสำคัญคือถ้อยแถลงของ Jerome Powell ประธาน Fed ที่กล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัย Harvard โดย Powell บอกว่า Fed ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับไปที่เป้า 2% แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับตรงๆ ว่า Fed แทบไม่มีอำนาจควบคุม "Supply Shock" หรือภาวะที่อุปทานถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง

    คำพูดของ Powell มีนัยสำคัญมาก เพราะมันบอกตลาดว่า ถึงเงินเฟ้อจะขึ้นจากน้ำมัน Fed ก็อาจจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยไปสู้กับมัน เพราะมันเป็น Supply-side Shock ที่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ผลก็คือ Yield พันธบัตรระยะสั้นร่วงลงกว่า 10 Basis Points (0.10%) โดย 2-Year Treasury Yield ลงมาอยู่ที่ 3.82% และ 10-Year Yield ลดลงมาอยู่ที่ 4.34%

    John Briggs หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตราสารหนี้ของ Natixis อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนว่า ก่อนวันศุกร์ นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากน้ำมันมากกว่า จึง Price In การขึ้นดอกเบี้ย ดัน Yield ขึ้นไป แต่หลังจากนั้น Sentiment กลับเปลี่ยนทิศ ความกังวลย้ายมาที่เรื่อง "การเติบโตทางเศรษฐกิจ" แทน แม้ว่าน้ำมันจะยังแพงอยู่ก็ตาม

    Gennadiy Goldberg จาก TD Securities ชี้ให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะที่ "ไม่รู้จะตอบสนองยังไง" กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ว่าควรจะโฟกัสที่ผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อ (First Order Impact) หรือผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว (Second Order Impact) และที่สำคัญคือตลาดยิ่งไม่แน่ใจว่า Fed จะตอบสนองต่อสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร

    ที่น่าสนใจคือกองทุนพันธบัตรขนาดใหญ่อย่าง PIMCO และ JPMorgan ต่างเตือนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าตลาดกำลัง "ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวต่ำเกินไป" ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก 1 ปีข้างหน้าขึ้นมาอยู่ที่ราว 30%

    ‼️Morgan Stanley บอก "ใกล้จบแล้ว" — แต่ยังมีเงื่อนไขสำคัญ

    ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมองของตลาด ก็ยังมีเสียงที่พยายามให้ความหวัง Michael Wilson หัวหน้าทีมกลยุทธ์ของ Morgan Stanley ออกมาบอกว่ามีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการปรับฐานรอบนี้ "กำลังเข้าใกล้ช่วงสุดท้ายแล้ว"

    เหตุผลที่ Wilson มองแบบนี้มีหลายประการ ประการแรกคือ หุ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี Russell 3000 (ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบคลุมหุ้นสหรัฐฯ กว้างที่สุด) ได้ร่วงลงเกิน 20% จากจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์แล้ว ซึ่ง 20% นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง Correction กับ Bear Market เลยทีเดียว แปลว่าหุ้นรายตัวจำนวนมากอยู่ใน Bear Market ไปแล้ว แม้ดัชนีหลักจะยังไม่ถึงก็ตาม

    ประการที่สอง Forward P/E ของ S&P 500 (คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรที่คาดว่าจะได้ใน 12 เดือนข้างหน้า) ได้ร่วงลงมาแล้วกว่า 15% ซึ่งทีม Wilson มองว่านี่แสดงให้เห็นว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางเข้าไปในราคามากขึ้นแล้ว พูดง่ายๆ ว่า "ตลาดไม่ได้ประมาทเรื่อง Growth Risk เท่าที่คนส่วนใหญ่คิด"

    ทีม Morgan Stanley ยังชี้ว่าการขึ้นของราคาน้ำมันรอบนี้ เมื่อเทียบแบบ Year-on-Year แล้ว ยังอยู่ที่ราวครึ่งหนึ่งของระดับที่เคยทำให้ Oil Shock นำไปสู่การสิ้นสุดวัฏจักรเศรษฐกิจในอดีต และการเติบโตของกำไรบริษัทที่ยังเป็นบวกอยู่ก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

    "ตลาดกำลังบอกว่า ความน่าจะเป็นสะสมของเส้นทางต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง นั้นสูงกว่าความน่าจะเป็นของ Recession อย่างมาก และเราก็เห็นด้วย" ทีม Wilson เขียนไว้

    แต่ Wilson ก็ไม่ได้มองโลกสวยไปทั้งหมด เพราะเขาเตือนว่าการขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นความเสี่ยงระยะสั้นสำหรับตลาดหุ้น โดยความอ่อนไหวของราคาหุ้นต่อดอกเบี้ยตอนนี้อยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี และ 10-Year Treasury Yield กำลังเข้าใกล้ 4.5% ซึ่งเป็นระดับที่ในอดีตมักจะกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น

    ขณะเดียวกัน JPMorgan ก็ออกมาชี้ว่าสถานการณ์ตอนนี้แตกต่างจากปี 2022 อย่างมาก ตอนนั้นรัสเซียบุกยูเครนบวกกับผลกระทบจาก Covid ทำให้เงินเฟ้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี แต่ครั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่สูงอยู่แล้ว ค่าจ้างมีแนวโน้มชะลอลง และเทคโนโลยี AI ทำให้ Deflation (ภาวะราคาสินค้าลดลง) มีโอกาสเกิดมากกว่า Stagflation (ภาวะเศรษฐกิจชะงักแต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากที่ JPMorgan กล้าพูดแบบนี้ออกมา

    Goldman Sachs เห็นสัญญาณ "Capitulation" ของ Hedge Fund

    อีกข้อมูลที่สำคัญมากในวันจันทร์มาจากฝั่ง Goldman Sachs ซึ่งโต๊ะเทรดของ Goldman รายงานว่าเริ่มเห็น "สัญญาณ Capitulation" ในหมู่ Hedge Fund แล้ว คำว่า Capitulation แปลตรงตัวว่า "ยอมแพ้" ในบริบทตลาดหุ้นหมายถึงช่วงที่นักลงทุนขายหมดหน้าตัก ไม่ไหวแล้ว ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณว่าตลาดใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว

    ข้อมูลจาก Goldman Prime Brokerage (หน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมของ Hedge Fund) แสดงให้เห็นว่า Hedge Fund ทั่วโลกลดสถานะหุ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 ติดต่อกัน โดยส่วนใหญ่เป็นการ Short Sell (ขายชอร์ต หรือการเดิมพันว่าหุ้นจะลง)

    การขายเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคหลัก และในยุโรป สถานะ Short ในผลิตภัณฑ์ Macro (ที่เทรดตาม Theme เศรษฐกิจมหภาค) พุ่งขึ้นไปแตะ 11% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี

    เมื่อดูเฉพาะตลาดสหรัฐฯ การขายสุทธิของ Hedge Fund ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นระดับที่มากเป็นอันดับ 3 ในรอบ 10 ปี ใกล้เคียงกับระดับที่เกิดขึ้นตอน Covid Selloff แม้จะยังไม่ถึงระดับ "Liberation Day" เมื่อเดือนเมษายน 2025 ก็ตาม

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือข้อมูลฝั่ง CTA หรือ Commodity Trading Advisors ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ใช้ระบบอัตโนมัติเทรดตามเทรนด์ (Trend-Following) กลุ่มนี้ขายหุ้นไปแล้วประมาณ 190,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และตอนนี้ถือสถานะ Short อยู่ราว 50,000 ล้านดอลลาร์

    Cullen Morgan จาก Goldman บอกว่า "กลุ่ม Systematic กำลังหมดแรงขายแล้ว" และที่สำคัญคือ Goldman ประเมินว่า ไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรในเดือนหน้า CTA จะเป็นฝั่ง "ซื้อ" ในทุกสถานการณ์ — นี่คือ Asymmetry ที่เอียงไปทางขาขึ้นอย่างชัดเจน

    Goldman ยังประเมินว่ากองทุน Pension Fund จะต้องเข้าซื้อหุ้นในช่วง Rebalancing ปลายเดือนและปลายไตรมาส และ Negative Gamma ของ Options Dealer มูลค่าราว 7,000 ล้านดอลลาร์ก็จะหมดอายุไปในช่วงสิ้นเดือน ซึ่งจะลดแรงกดดันจากฝั่ง Options ไปอีกทาง (สำหรับคนที่ไม่คุ้น Negative Gamma หมายถึงสถานการณ์ที่ Market Maker ต้องขายหุ้นเมื่อตลาดลง และซื้อเมื่อตลาดขึ้น ทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้น พอมันหมดอายุไป แรงกดดันก็จะลดลง)

    แต่ Brian Garrett จาก Goldman ก็ยังรักษาความตรงไปตรงมาว่า "รู้สึกเหมือนเราใกล้จุดจบมากกว่าจุดเริ่มต้น แต่ก็รู้สึกเหมือนเรากำลังเล่นเกมที่ไม่มี 'Innings' ในแบบดั้งเดิม" เพราะไม่มีใครในตลาดสามารถให้ Timeline ที่ชัดเจนได้ว่าสงครามจะจบเมื่อไร เนื่องจากต้องมีหลายฝ่ายยอมตกลงลดความรุนแรง ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณนั้น และแม้จะมีนักวิเคราะห์หลายคนพยายาม "เรียกจุดต่ำสุด" ไปแล้ว แต่ Garrett บอกว่า "ถ้าจะพูดกันตามตรง เรายังไม่ถึงจุดนั้น"

    ✅ หุ้น Big Tech ถูกลงจนส่งสัญญาณที่เคยเป็น "จุดกลับตัว" ในอดีต

    หนึ่งในมุมที่น่าสนใจที่สุดของการร่วงลงรอบนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ตอนนี้ Nasdaq 100 เทรดอยู่ที่ราว 21 เท่าของกำไรที่คาดการณ์ไว้ใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสูงกว่า S&P 500 เพียง 1.7 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะหมายความว่า "Premium" ที่ตลาดเคยให้กับหุ้นเทคฯ เหนือกว่าตลาดรวม แทบจะหายไปหมดแล้ว

    ถ้าดูข้อมูลย้อนหลัง ช่องว่าง Valuation ที่แคบขนาดนี้ระหว่าง Nasdaq 100 กับ S&P 500 เคยเกิดขึ้นเพียงประมาณ 25% ของเวลาทั้งหมดนับตั้งแต่ช่วง Dot-Com Bust (ฟองสบู่ดอทคอมแตก) เมื่อต้นศตวรรษที่ 21 และครั้งสุดท้ายที่ Premium ของ Nasdaq 100 เหนือ S&P 500 ต่ำขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ Nasdaq 100 วิ่งแซง S&P 500 ด้วยผลตอบแทนที่ทิ้งห่างมากที่สุดในรอบ 1 ปี — นี่คือ Pattern ทางประวัติศาสตร์ที่ Wall Street กำลังจับตาดูอยู่

    หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ทั้ง 7 ตัว ไม่ว่าจะเป็น Nvidia, Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon, Meta Platforms และ Tesla ต่างร่วงลงเกิน 10% จากจุดสูงสุดตลอดกาลของแต่ละตัวทั้งหมด ข้อมูลจาก Deutsche Bank ยังบอกว่า Positioning ของนักลงทุนในหุ้นเทคฯ ตอนนี้อยู่ใน Percentile ที่ 28 ซึ่งแปลว่า Underweight อย่างชัดเจน — คือนักลงทุนถือหุ้นเทคฯ น้อยกว่าปกติมาก

    Julian Emanuel จาก Evercore ISI ประกาศชัดเจนว่า "เราเป็นฝั่งซื้อ Big Tech" โดยยังเชื่อมั่นว่าการปฏิวัติ AI จะเร่งตัวขึ้นในปี 2026 และมองว่ากราฟ P/E ของ Nasdaq 100 เทียบกับ S&P 500 ตอนนี้ "น่าสนใจมาก" โดยเฉพาะเมื่อมีหุ้นเทคฯ หลายตัวที่ Valuation ต่ำกว่าจุดต่ำสุดช่วง Pandemic แล้วด้วยซ้ำ

    Christopher Harvey จาก CIBC Capital Markets ก็กำลังมองหาของถูกในหุ้นเทคฯ ที่ถูกตีราคาลง โดยชี้ไปที่ Alphabet, Apple, Nvidia และ Palantir ส่วน Ohsung Kwon จาก Wells Fargo คาดว่า Nasdaq 100 และหุ้น Mega-Cap Tech จะเริ่มวิ่งแรงกว่าตลาดรวมในเร็วๆ นี้

    แต่ Kevin Gordon จาก Charles Schwab ก็เตือนว่าความเสี่ยงยังอยู่ที่ตัวเลขประมาณการกำไรที่ยังมองโลกสวยอยู่ และยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่อาจยืดเยื้อ ถ้าสถานการณ์เลวร้ายลงจริง หุ้นเทคฯ อาจไม่ใช่ที่หลบภัยที่ดีนัก และนักลงทุนอาจหันไปหาหุ้น Defensive แบบดั้งเดิมแทน

    สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน: ทำเนียบขาวขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

    กลับมาที่ต้นเหตุของทุกปัญหา — สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ตอนนี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ

    ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า ถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ "เราจะปิดการ 'เยือน' อิหร่านอย่างสวยงาม ด้วยการระเบิดและทำลายล้าง" โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และ "อาจรวมถึง" โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจืด (Desalination) ซึ่งการคุกคามโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำนั้นถือเป็นอาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาเจนีวา

    Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาว บอกว่าสหรัฐฯ กำลัง "ดำเนินการโจมตีที่เข้มข้นขึ้นและมีพลังทำลายล้างมากขึ้นทุกวัน" และปฏิบัติการทุกอย่างเป็นไป "ตามแผน" ขณะเดียวกันก็ย้ำตามประธานาธิบดีว่าการเจรจากำลังดำเนินไป โดยบอกว่าฝ่ายอิหร่าน "กระตือรือร้นที่จะเจรจามากขึ้น" และยอมรับ "บางประเด็น" ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่ากำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านคนไหน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะบอกว่าสหรัฐฯ ติดต่อกับใครฝั่งอิหร่าน โดยบอกกับ ABC ว่าถ้าเปิดเผยจะเป็นอันตรายต่อคนเหล่านั้น เพราะ "มีรอยร้าวเกิดขึ้นภายในฝ่ายอิหร่าน"

    แต่ฝ่ายอิหร่านยืนยันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน Esmail Baghaei กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ข้อเรียกร้องที่ส่งมาให้เรานั้นเกินเลยและไร้เหตุผล" และอิหร่านย้ำมาตลอดว่าการเจรจาสันติภาพไม่ได้คืบหน้า และส่งสัญญาณว่าสามารถสู้รบต่อไปได้อีกนาน

    อิหร่านเองก็มีเงื่อนไขของตัวเอง โดยออกแผนสันติภาพ 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องที่ทรัมป์และอิสราเอลแทบจะไม่มีทางยอมรับ เช่น การจ่ายค่าชดเชยสงคราม และการยุติสงครามในทุกแนวรบ ซึ่งน่าจะหมายถึงปฏิบัติการของอิสราเอลต่อ Hezbollah ในเลบานอนด้วย

    ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ภาคสนามก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อิสราเอลและอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่กันไปมา โดยอิหร่านโจมตีโรงกลั่น Bazan ในเมือง Haifa ของอิสราเอล (แม้จะไม่ได้กระทบส่วนการผลิต) ขณะที่การโจมตีของอิสราเอลทำให้เกิดไฟฟ้าดับในกรุงเตหะรานและพื้นที่ใกล้เคียง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกแจ้งเตือนหลายครั้งในช่วงกลางคืน ส่วนซาอุดีอาระเบียและคูเวตรายงานว่าสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธได้

    กองทัพสหรัฐฯ ประกาศว่ามีทหารเรือและนาวิกโยธินราว 3,500 นายเดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว บนเรือรบสะเทินน้ำสะเทินบก Tripoli Amphibious Ready Group ซึ่งยังมีบรรทุกเครื่องบินรบมาด้วย

    จำนวนผู้เสียชีวิตรวมจนถึงตอนนี้มากกว่า 4,750 คน โดยประมาณสามในสี่อยู่ในอิหร่าน มากกว่า 1,100 คนเสียชีวิตในเลบานอน ซึ่งมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 1 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนในอิสราเอลและรัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย และทหารรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ 3 นายถูกสังหารในเลบานอนใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

    ด้านราคาน้ำมัน WTI สหรัฐฯ ปิดตลาดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่ Brent ปิดเหนือ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent กำลังจะปิดเดือนด้วยอัตราการขึ้นรายเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยที่ปั๊มในสหรัฐฯ ก็ใกล้จะแตะ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้ว

    ทรัมป์ยังให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าต้องการ "เอาน้ำมันอิหร่าน" ซึ่งจะต้องยึดครอง Kharg Island ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน — และยังเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรืออิหร่านด้วย ประธานรัฐสภาอิหร่าน Mohammad Bagher Ghalibaf ตอบโต้ว่า "ทหารของเรารอรับทหารอเมริกันอยู่"

    นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu ให้สัมภาษณ์กับ Newsmax ว่าสงครามอิหร่าน "เลยจุดกึ่งกลางไปแล้วอย่างแน่นอน" ในแง่ของภารกิจ แม้อาจยังไม่ถึงครึ่งทางในแง่ของเวลา Netanyahu ยังเสนอว่าในระยะยาว ทางออกสำหรับช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นการเปลี่ยนเส้นทางส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังทะเลแดง หรือแม้แต่ส่งขึ้นไปอิสราเอลเพื่อขนส่งตรงจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

    ด้านการทูต ประธานาธิบดีอียิปต์ Abdel-Fattah El-Sisi เรียกร้องให้ทรัมป์ยุติสงคราม โดยบอกว่ามีเพียงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถทำได้ และเตือนถึงอันตรายจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาและเสถียรภาพทางการเมือง ปากีสถานก็ประกาศพร้อมเป็นตัวกลางเจรจา หลังจากเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์

    สิ่งที่น่ากังวลเพิ่มเติมคือสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านอนุมัติร่างกฎหมายที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามเรือสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่าน ยืนยันอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบ และห้ามประเทศที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่ออิหร่าน โดยมีโอมานเป็นผู้ช่วยวางกรอบกฎหมาย ถ้าร่างนี้ผ่านเป็นกฎหมายจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องสิทธิการเดินเรือในน่านน้ำสากล

    ⚠️ ฮูตี: ตัวแปรที่อาจดันน้ำมันไป 140 ดอลลาร์

    ถ้าสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่น่ากลัวพอ ยังมีอีกตัวแปรสำคัญที่กำลังก่อตัวขึ้น นั่นคือกลุ่ม Houthi ในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

    Houthi เพิ่งเข้าร่วมสงครามเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนใส่อิสราเอล หลังจากที่นิ่งเฉยมาตลอดเดือนแรกของสงคราม ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ยุโรป อิหร่านกำลังกดดันให้ Houthi เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงอีกครั้ง โดยจะเริ่มหากสหรัฐฯ เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอีก

    เรื่องนี้มีนัยสำคัญมากต่อตลาดน้ำมัน เพราะหลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นแทบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซาอุดีอาระเบียได้หันมาใช้ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ส่งน้ำมันไปยังท่าเรือ Yanbu บนฝั่งทะเลแดงแทน ซึ่งกลายเป็น "เส้นทางอ้อม" หลักที่ช่วยรักษาอุปทานน้ำมันไว้ได้ และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยจำกัดไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งไปมากกว่านี้

    แต่ถ้า Houthi เริ่มโจมตีเรือในทะเลแดง หรือแม้แต่แค่ขู่ว่าจะทำ "เส้นทางอ้อม" นี้ก็จะถูกตัดไปด้วย และนั่นจะทำให้สถานการณ์ Energy Disruption ที่เลวร้ายอยู่แล้วกลายเป็นหายนะ

    Bloomberg Economics ประเมินว่า ถ้า Houthi สามารถรบกวนเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงได้ น้ำมันอาจพุ่งไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคำนวณจากข้อมูลต่อไปนี้

    ตอนนี้ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบผ่านทะเลแดงราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้า Houthi รบกวนการไหลเวียนนี้ได้ โลกจะสูญเสียอุปทานน้ำมันเพิ่มอีกราว 5% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด และจาก Rule of Thumb ที่ Bloomberg Economics ใช้ (ซึ่งมาจากกรณีศึกษาในอดีต งานวิจัยทางวิชาการ และพฤติกรรมของตลาด Prediction ในช่วงสงคราม 12 วัน) ราคาน้ำมันมักจะขึ้นราว 4 เท่าของขนาดการหยุดชะงักของอุปทาน นั่นแปลว่า Brent อาจพุ่งขึ้นอีกราว 20% จากฐาน 115 ดอลลาร์ ซึ่งจะพาไปแตะ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แต่ทำไม Houthi ถึงรอถึงตอนนี้? มีหลายเหตุผล ประการแรก แม้ Houthi จะเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน แต่พวกเขาไม่ได้ทำตามคำสั่งเตหะรานอย่างอัตโนมัติ กลุ่มนี้มีการคำนวณทางยุทธศาสตร์ของตัวเอง ในช่วงสงคราม Gaza คนเยเมนรู้สึกผูกพันกับชาวปาเลสไตน์อย่างแรงกล้า แต่ความรู้สึกนั้นไม่ได้ขยายไปถึงอิหร่านเสมอไป ทำให้การเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ต้องการเหตุผลที่หนักแน่นกว่า

    ประการที่สอง การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ใส่ Houthi ในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2025 ที่โจมตีไปมากกว่า 1,000 เป้าหมายในเยเมน ทำให้ขีดความสามารถของ Houthi ได้รับความเสียหาย พวกเขาต้องใช้เวลาจัดกลุ่มใหม่และเติมอาวุธ

    ประการที่สาม ไม่มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ที่จะเข้าร่วมสงครามก่อนที่น้ำมันจะถูก Divert มายังทะเลแดงจนเต็มที่ การรอให้ซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงจนถึงกำลังผลิตสูงสุดก่อน ทำให้ Houthi มี Leverage สูงสุดเมื่อตัดสินใจลงมือ

    ประการที่สี่ Houthi มีช่องทางสื่อสารตรงกับริยาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายใช้ในการลดความตึงเครียด พวกเขาไม่อยากเสี่ยงทำลายช่องทางนี้โดยไม่จำเป็น

    ภายในกลุ่ม Houthi เองก็มีความเห็นแตกแยกกัน ฝ่ายหัวรุนแรงต้องการโจมตีอย่างกว้างขวาง ขณะที่ฝ่ายสายกลางต่อต้านแนวทางนั้น การตัดสินใจยิงใส่อิสราเอลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็น "การประนีประนอม" ระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งสังเกตว่า Houthi ประกาศว่าจะทำปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าการโจมตีอิหร่านจะยุติ แต่ไม่ได้พูดว่าจะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือสินค้าในทะเลแดง — นี่คือจุดที่พวกเขา "เว้นไว้" เป็น Card ต่อรอง

    Bloomberg Economics ประเมินว่าถ้า Houthi ตัดสินใจลงมือในทะเลแดงจริง อาจมี 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ "ขู่ให้กลัว" เช่น โจมตีเรือแค่ลำเดียว หรือบินโดรนไปข่มขู่ใกล้ๆ เรือสินค้า เพราะเหมือนอิหร่าน Houthi เรียนรู้แล้วว่าแค่ "ขู่" ก็พอจะทำให้การเดินเรือพาณิชย์เปลี่ยนเส้นทางได้ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก

    รูปแบบที่สองคือโจมตีเรือพาณิชย์โดยตรง ซึ่งในช่วงสงคราม Gaza Houthi เคยโจมตีเรือไปมากกว่า 315 ครั้ง โดยมีเพียง 18% ที่ทำความเสียหายได้จริง แต่แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เส้นทางเดินเรือต้องอ้อม

    รูปแบบที่สามคือโจมตีเรือรบสหรัฐฯ และพันธมิตรโดยตรง ซึ่งในอดีตกองทัพสหรัฐฯ ยิงโดรนตกไปราว 480 ลำในช่วงพฤศจิกายน 2024 ถึงมกราคม 2025 แม้จะไม่มีเรือสหรัฐฯ เสียหาย แต่โดรนราคาถูกแบบ Shahed ที่อิหร่านผลิต บังคับให้สหรัฐฯ ต้องใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีจำนวนจำกัดและกำลังร่อยหรอ

    ส่วนการโจมตีท่าเรือ Yanbu ของซาอุดีอาระเบียโดยตรงนั้น Bloomberg Economics ประเมินว่ามี "เกณฑ์ที่สูงกว่า" เพราะ Houthi ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์กับริยาดโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมสงครามต่อต้านอิหร่านอย่างเปิดเผย หรือสงครามทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก สิ่งนี้ก็อาจเปลี่ยนไปได้

    สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังดันเงินเฟ้อเดือนมีนาคมขึ้นไปแล้ว โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าตัวเลข Inflation Nowcast ของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ถ้าสงครามขยายวงกว้างขึ้นและการหยุดชะงักของอุปทานลึกลงไปอีก โลกจะเผชิญกับราคาที่สูงขึ้น รายได้ที่ลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น — สูตรสำเร็จของ Stagflation ที่นักลงทุนกลัวมากที่สุด

    สรุป: ตลาดกำลังยืนอยู่ตรงไหน?

    ภาพรวมที่เราเห็นตอนนี้คือตลาดอยู่ในจุดที่ "แรงขาย" เริ่มอ่อนแรงลง แต่ "เหตุผลที่จะขาย" ยังไม่หมดไป Hedge Fund ขายจนใกล้หมดแรง CTA จ่อจะกลับมาเป็นฝั่งซื้อ Valuation ของหุ้นเทคฯ ลงมาต่ำจนส่งสัญญาณ Contrarian ที่เคยนำไปสู่การ Outperform ในอดีต Morgan Stanley บอกว่าใกล้จบ JPMorgan บอกว่าต่างจากปี 2022 Goldman บอกว่า Asymmetry เอียงไปทางขาขึ้น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง สงครามยังไม่มีทางออก ทรัมป์ขู่เพิ่มระดับความรุนแรง อิหร่านไม่ยอมถอย Houthi กำลังจะเข้าเกม ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ และยังมีความเสี่ยงที่จะไปถึง 140 ดอลลาร์ Fed ก็ยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้มากกับ Supply Shock ขณะที่ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังไม่ได้ถูกปรับลดลงเพื่อสะท้อนสถานการณ์เหล่านี้อย่างเต็มที่

    ถ้าจะเปรียบง่ายๆ มันเหมือนกับว่าตลาดกำลังยืนอยู่ตรง "ปากเหว" แต่ยังไม่ตก เพราะมีแรงทางเทคนิคหลายอย่างที่ช่วยพยุงไว้ คำถามคือ จะมี "Catalyst" ตัวไหนมาก่อน — จะเป็นการเจรจาสันติภาพที่คืบหน้า หรือ Houthi เริ่มยิงเรือในทะเลแดง

    สิ่งที่นักลงทุนทำได้ในตอนนี้คือเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดถูก Drive ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบปกติ และในสถานการณ์แบบนี้ "ความอดทน" และ "การจัดการความเสี่ยง" สำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะซื้อขายแบบเป๊ะๆ เพราะอย่างที่ Goldman บอก — เรากำลังเล่นเกมที่ไม่มี Innings ในแบบดั้งเดิม ไม่มีใครรู้ว่ามันจะจบเมื่อไร แต่สิ่งที่พอจะบอกได้คือ ยิ่งมันลากยาวออกไป ยิ่งมีโอกาสที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะลึกขึ้น และยิ่งยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้เร็ว

    ✅ ความเห็นส่วนตัว

    เอาง่ายๆ คือ ตอนนี้ของมันถูกลงเยอะมากๆแล้ว อาจจะมีถูกกว่านี้ แต่เราไม่มีทางรู้อยู่ดี เพราะเดาไม่ได้ว่าสงครามจบตอนไหน รวมถึงไม่มีใครซื้อได้ที่จุด bottom พอดีอยู่แล้ว สิ่งที่เรารู้คือ สงครามต้องจบลงซักวัน ไม่ช้าก็เร็ว เพราะทรัมป์มี midterm election

    ดังนั้นหากราคาถูกใจ ก็ทยอยซื้อได้เลย หรือถ้าบางคนที่อยากชัวร์หน่อย ก็รอราคากลับมายืนเหนือเส้น 200 วันก่อนค่ะ แต่สัญญาณหลายๆ ตัวบอกเราว่านี่คือจุดที่ดีในการเข้าซื้อค่ะ

    ส่วน Bond เริ่มซื้อได้เลย เพราะ yield น่าจะพีคๆ แถวนี้แล้ว และทองคำก็ซื้อได้นะในแถว 4500+- นี่แหละ เพราะลุงพาวเวลล์คงไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ย และประธานเฟดคนใหม่ก็คงไม่ขึ้นเหมือนกัน

    FB_IMG_1774915334523.jpg FB_IMG_1774915336767.jpg FB_IMG_1774915339308.jpg FB_IMG_1774915340940.jpg FB_IMG_1774915343005.jpg FB_IMG_1774915345450.jpg FB_IMG_1774915347353.jpg FB_IMG_1774915349936.jpg FB_IMG_1774915351669.jpg FB_IMG_1774915354024.jpg FB_IMG_1774915355913.jpg


    https://www.facebook.com/share/1NfPeMDMyF/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โฆษกทำเนียบขาว ลีวิตต์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ก่อตั้งขึ้นบนค่านิยมแบบยิว-คริสเตียน:

    ผู้สื่อข่าว: สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัสเมื่อวานนี้ว่า พระเจ้าไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ทำสงคราม คุณให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไหม?

    ลีวิตต์: “ประเทศของเราก่อตั้งขึ้นเมื่อ 250 ปีที่แล้ว เกือบจะบนค่านิยมแบบยิว-คริสเตียน”

    .
    สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 14 โพสต์ข้อความว่า:
    "นี่คือพระเจ้าของเรา: พระเยซู กษัตริย์แห่งสันติภาพ ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม และผู้ที่ไม่มีใครสามารถนำไปใช้กล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่สงครามได้ พระองค์ไม่ทรงสดับฟังคำภาวนาของผู้ที่ก่อสงคราม แต่ทรงปฏิเสธพวกเขาโดยตรัสว่า: 'แม้พวกเจ้าจะอธิษฐานวิงวอนมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของพวกเจ้านั้นชุ่มไปด้วยเลือด' (อิสยาห์ 1:15)"

    https://www.facebook.com/share/p/1ApjYL5KP5/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      2.5 MB
      เปิดดู:
      13
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อดีตนายกนอรเวย์ :
    “การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่นโรงงานผลิตน้าจืด ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม กองทัพสหรัฐจะทำตามคำสั่งจริงหรือ?! ”
    FB_IMG_1774915780663.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/17VbtSZ2xu/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) รองประธานสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย และอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย:

    "ในความคิดของผม หลังจากที่มีการลอบสังหารผู้นำสูงสุดไปแล้วนั้น ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าอิหร่านจะยังคงเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ต่อไป ไม่ว่าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และในที่สุดก็จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ - หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเผชิญหน้าทางนิวเคลียร์ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วในตอนนี้ แม้ว่าการยอมรับในเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่น่าเศร้าและโชคร้ายเพียงใดก็ตาม"


    https://www.facebook.com/share/v/1DE1zYHdeM/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      2.2 MB
      เปิดดู:
      12
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันที่ 32 สงครามอิหร่าน 31 มี.ค. 7.00 น. อิหร่านโจมตีเรือขนส่งน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดของคูเวต ชื่อ อัล ซัลมี ขณะจอดขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือดูไบ น้ำมันดิบรั่วลงทะเล BTimes

    Mar 31, 2026 ยิงเรือน้ำมัน! อิหร่านโจมตีเรือขนส่งน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดของคูเวต ขณะจอดขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือดูไบ น้ำมันดิบรั่วลงทะเล

    คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศคูเวต เปิดเผยว่า กองทัพอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ํามันของคูเวต มีชื่อว่า อัล-ซัลมี ขณะจอดนิ่งที่ท่าเรือดูไบ ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตส์ ภายในเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบเต็มในพื้นที่เก็บน้ำมัน ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหาย และเกิดเปลวไฟบนเรือ คาดว่า น้ำมันดิบในเรือจะรั่วไหลลงสู่ทะเลด้วย

    เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในการขนส่งน้ำมันดิบของประเทศคูเวต เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญหายจากเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบลำดังกล่าว 

    #อิหร่าน #คูเวต #ราคาน้ำมัน #สงคราม #ดูไบ #BTimes

    https://www.facebook.com/share/p/1C92jk5piK/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แสดงความสนใจที่จะเรียกร้องให้บรรดาชาติอาหรับ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในต้นทุนทำสงครามกับอิหร่าน จากการเปิดเผยของแคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาวในวันจันทร์(30 มี.ค.) พร้อมระบุการเจรจากับเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง กำลังคืบหน้าไปด้วยดี

    เมื่อถูกถามระหว่างการแถลงข่าวว่า บรรดาชาติอาหรับจะก้าวเข้ามารับผิดชอบช่วยจ่ายเงินสำหรับทำสงครามหรือไม่ ลีวิตต์ ตอบว่าเธอไม่สามารถก้าวล่วงประธานาธิบดี แต่เผยว่ามันเป็นความคิดที่ทรัมป์มีอยู่ก่อนแล้ว

    "การเรียกร้องให้พวกเขาทำเช่นนั้น ฉันคิดว่ามันเป็นบางอย่างที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจอย่างยิ่ง ฉันรู้ว่าท่านมีความคิดนี้ และมันเป็นบางอย่างที่ฉันคิดว่าพวกคุณจะได้ยินเพิ่มเติมจากปากท่านเอง" โฆษกทำเนียบขาวระบุ

    ลีวิตต์ อ้างว่าต่อหน้าสาธารณะแล้ว เตหะราน พูดต่างจากกับตอนที่คุยกับพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯอย่างลับๆ และในทางลับแล้ว อิหร่าน ยินยอมตามวอชิงตันในบางประเด็น "แม้ท่าทีทั้งหมดต่อหน้าสาธารณะที่คุณได้ยินจากระบอบการปกครองนี้ รวมถึงรายงานข่าวเท็จต่างๆนานา แต่การเจรจายังคงเดินหน้าต่อไป และเป็นไปด้วยดี"

    "แน่นอน สิ่งที่พูดต่อสาธารณะ แตกต่างอย่างมากกับสิ่งที่พวกเขาสื่อสารกับเราในทางลับ" ลีวิตต์กล่าว

    ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์(30 มี.ค.) ทรัมป์ เตือนจะทำลายล้างโรงงานไฟฟ้าและบ่อน้ำมันของอิหร่าน ถ้าไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังเตหะรานให้คำจำกัดความข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯว่า "เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง" และซัลโวขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลเป็นชุด

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ อ้างว่าการเจรจากับเตหะรานเป็นไปด้วยดี และบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองในอิหร่าน เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว

    "เราได้เปลี่ยนแปลงระบอบ ถ้าคุณดูดีๆ เราได้เปลี่ยนแปลงระบอบเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าระบอบหนึ่งๆถูกทำลายล้าง พวกเขาตายหมดเกลี้ยงแล้ว ระบอบถัดไปก็ตายเกือบหมด และกับระบอบที่ 3 เรากำลังต่อรองกับคนที่ต่างออกไปจากพวกคนที่เคยต่อรองก่อนหน้านี้ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง" ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในวันอาทิตย์(29มี.ค.)

    อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับรายงานกู้ด มอร์นิง อเมริกา ในวันจันทร์(30 มี.ค.) แม้มีข่าวดีว่าอิหร่านอาจมีผู้นำใหม่และมีคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ "ซึ่งมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม" แต่ทางสหรัฐฯยังจำเป็นต้อง "เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ หรือกระทั่งความน่าจะเป็น ที่มันจะไม่เป็นเช่นนั้น"

    ลีวิตต์ ถูกถามในวันจันทร์(30 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากำลังทำข้อตกลงกับคนที่สามารถนำข้อตกลงดังกล่าวไปปฏิบัติได้ ในเรื่องนี้เธอเตือนว่าทุกอย่างที่อิหร่านพูดกับวอชิงตันในทางลับจะเป็นบททดสอบ และอเมริกายืนกรานได้เลยว่าเตหะรานจะต้องรับผิดชอบ

    "ถ้าพวกเขาไม่ทำตาม ประธานาธิบดีได้วางกรอบผลสนองทางทหารที่ระบอบปกครองอิหร่านจะได้เห็นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกเขาไม่ทำตามคำพูด ที่เราได้ยินอย่างลับๆอยู่หลังฉาก" เธอกล่าวอ้าง

    (ที่มา:รอยเตอร์/ไฟแนนเชียลไทม์ส)

    https://www.facebook.com/share/p/18D5aitdeM/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานเฟดมองเงินเฟ้อคุมได้ ยันวิกฤตน้ำมันยังไม่กดดันให้เฟดต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย มั่นใจปัญหา private credit ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงระบบ

    https://www.facebook.com/share/1CnVKpzoVp/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เจาะลึก Jerome Powell ขึ้นเวทีฮาร์วาร์ด เปิดใจทุกเรื่อง ตั้งแต่ AI ถึงหนี้สาธารณะ และพายุสงครามที่โลกต้องจับตา

    เมื่อเช้าวันที่ 30 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) Jerome Powell ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในงานบรรยายพิเศษที่มีนักศึกษากว่า 600 คนรอฟังอยู่ในห้องประชุมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง การปรากฏตัวครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะ Powell ไม่ได้แค่มาพูดสวยหรูตามระเบียบการ แต่เขาเปิดใจคุยทุกประเด็นร้อน ตั้งแต่เส้นทางชีวิตส่วนตัว ปรัชญาการบริหารนโยบายการเงิน ไปจนถึงคำเตือนเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และอนาคตของคนรุ่นใหม่ในยุคที่ AI กำลังครองโลก

    จากกีตาร์อะคูสติก สู่เก้าอี้ประธาน Fed
    ก่อนจะเข้าเรื่องเศรษฐกิจอันหนักอึ้ง ผู้ดำเนินรายการนามว่า David ได้ขอให้ Powell เล่าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต ซึ่งเขาเติบโตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเมืองจาก Princeton University ในปี 1975 ก่อนจะเรียนต่อด้านกฎหมายที่ Georgetown University Law Center ซึ่งในระหว่างนั้นเขายังดำรงตำแหน่ง บรรณาธิการบริหารของ Georgetown Law Journal หนึ่งในวารสารกฎหมายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอีกด้วย

    "จริงๆ แล้วตอนปีแรกที่มหาวิทยาลัย ผมลงเรียนวิชา Macro และ Micro economics นะ แต่มันไม่ได้น่าสนใจสำหรับผมเลยในช่วงวัยนั้น" Powell เล่าพร้อมรอยยิ้ม "ผมเลยเลือกเรียน Politics แทน แล้วก็ไปเชี่ยวชาญด้านแอฟริกาด้วย" และนี่คือจุดที่ห้องประชุมระเบิดเสียงหัวเราะ เพราะเขายอมรับตรงๆ ว่า "วิชาเอกที่แท้จริงของผมตอนปีแรกคือกีตาร์อะคูสติกครับ พ่อแม่ให้กีตาร์ Martin D35 เป็นของขวัญจบมัธยม แล้วท่านก็คงเสียใจที่ให้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมทำจริงๆ เป็นส่วนใหญ่ในตอนนั้น"

    แต่สุดท้ายเขาก็ "คิดออก" ว่าตัวเองอยากทำอะไร และตั้งเป้าตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยว่า ต้องการสร้างอาชีพในภาคเอกชนควบคู่ไปกับการรับใช้ภาครัฐเป็นช่วงๆ โดยมองไปที่บุคคลอย่าง George Schultz เป็นแรงบันดาลใจ "สิ่งที่น่าทึ่งคือ ชีวิตมันออกมาแบบนั้นจริงๆ" เขากล่าว จากนั้นเส้นทางก็นำเขาไปสู่โลกการเงินในฐานะนายธนาคารเพื่อการลงทุนและ Private Equity โดยเฉพาะในฐานะ Partner ของ Carlyle Group ก่อนจะตอบรับเสียงเรียกจากภาครัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งตำแหน่ง Assistant Secretary และ Under Secretary of the Treasury ภายใต้ประธานาธิบดี George H.W. Bush จนกระทั่งปี 2012 เขากลับสู่การรับใช้สาธารณะในฐานะสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ Federal Reserve และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน Fed โดยประธานาธิบดี Donald Trump ในปี 2018 ก่อนจะถูกแต่งตั้งซ้ำโดยประธานาธิบดี Joe Biden ในปี 2021 ซึ่ง David ยกย่องว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ความเป็นกลางทางการเมืองของ Powell อย่างแท้จริง

    ️ FOMC มีเสียงแตก แต่ Powell บอกว่านั่นคือจุดแข็ง
    ประเด็นร้อนที่ทุกคนรอฟัง คือเรื่องความเห็นที่แตกต่างภายในคณะกรรมการ Federal Open Market Committee (FOMC) ซึ่งมีสมาชิกมีสิทธิ์ออกเสียง 12 คน และแม้แต่ตัวเขาเองในฐานะประธานก็มีเพียง 1 เสียงเท่าคนอื่น ในช่วงที่ผ่านมา มีสมาชิกบางคนลงมติให้ลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งที่เสียงส่วนใหญ่โหวตให้คงไว้ ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ของความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดต่อสายตาชาวโลก

    แต่ Powell กลับมองเรื่องนี้ต่างออกไป "ผมไม่ได้มองว่ามันทำให้งานผมยากขึ้นเลย" เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา "ตลอดอาชีพการงานของผม เวลาเจอปัญหายากๆ การได้ยินความเห็นจากทุกด้านช่วยได้มาก ตอนที่ผมอยู่ในธุรกิจ Private Equity และกำลังจะสนับสนุนดีลที่ผมอยากทำ ผมต้องการได้ยินจากคนที่ฉลาดที่สุดว่า 'ทำไมมันถึงเป็นดีลที่แย่' บอกผมตอนนี้ก่อนที่เราจะลงมือ คุณไม่รู้จริงๆ หรอกว่าคุณเชื่อมั่นในอะไรมากแค่ไหน จนกว่าจะมีคนพยายามทุบมันทิ้ง"

    เขายังอธิบายต่อว่า Fed มีประเพณีที่ Governor ไม่ค่อยจะลงมติค้าน (Dissent) แต่นั่นไม่ใช่เรื่องปกติของธนาคารกลางขนาดใหญ่อื่นๆ และสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาคือ การค้านนั้นต้องมีเหตุผล มีประโยชน์ และสะท้อนจุดยืนที่แท้จริง "ในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้ มีทั้งความเสี่ยงขาลงของตลาดแรงงานซึ่งบอกให้คงดอกเบี้ยต่ำ และมีความเสี่ยงขาขึ้นของเงินเฟ้อซึ่งบอกอย่าคงดอกเบี้ยต่ำ มีแรงดึงระหว่างสองเป้าหมายนี้ ถ้าคาดหวังให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันในช่วงเวลาที่ท้าทายทางประวัติศาสตร์ขนาดนี้ มันจะเป็นการหลอกลวงเกือบๆ ที่จะแสดงว่าเรามั่นใจว่าควรไปทิศทางไหน" พร้อมทิ้งท้ายประโยคคมคาย "มีคนบอกว่า ความมั่นใจคือสิ่งที่คุณรู้สึกก่อนที่คุณจะเข้าใจปัญหาจริงๆ"

    งบดุล Fed กว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ — ใหญ่เกินไปหรือเปล่า?
    David ยกประเด็นที่นักวิเคราะห์ถกเถียงกันมาหลายปี คือการขยายตัวมหาศาลของงบดุล Fed ทั้งในวิกฤต 2008-2009 และอีกครั้งในปี 2020 ภายใต้การนำของ Powell เอง ปัจจุบัน งบดุลยังคงอยู่ที่กว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะลดลงมาบ้างแล้ว คำถามคือมาตรการ QE ได้ผลจริงไหม? และนักวิจารณ์ที่บอกว่า Fed กลายเป็นผู้เล่นที่ใหญ่เกินไปจนบิดเบือนตลาดพันธบัตรและแทรกแซงนโยบายการคลังนั้นพูดถูกหรือเปล่า?

    Powell ย้อนกลับไปว่าปัญหาที่ธนาคารกลางทั่วโลกเจอคือ เมื่อลดดอกเบี้ยจนเหลือศูนย์แล้ว จะทำอะไรต่อได้อีกถ้าเศรษฐกิจต้องการแรงหนุน? คำตอบคือสองเครื่องมือหลัก ได้แก่ การซื้อสินทรัพย์ระยะยาว (QE) และ Forward Guidance "ในกรณีแรก ทั้งสองมาตรการประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูการทำงานของตลาดและเสถียรภาพทางการเงิน" เขากล่าว "แต่เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคนั้น เป็นคำถามที่ไม่แน่นอนกว่ามาก ผมไม่คิดว่ามีคำตอบที่ได้รับการยอมรับเพียงคำตอบเดียว"

    อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันว่า การเข้าซื้อสินทรัพย์ช่วยกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แม้จะระบุตัวเลขเป๊ะๆ ได้ยากก็ตาม ส่วนข้อกังวลที่ว่ามาตรการนี้จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดหรือสร้างความเหลื่อมล้ำนั้น Powell ย้ำชัดว่า "เรายังไม่เห็นผลกระทบในด้านลบเหล่านั้นจริงๆ" ก่อนจะปิดท้ายด้วยมุกตลกเรียกเสียงฮาว่า "ผมจำได้แม่นเลยว่าก่อนจะมารับตำแหน่ง ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองคงไม่ต้องแตะมาตรการ QE แน่ๆ... แต่มันก็มีคำกล่าวที่ว่า 'มนุษย์เป็นคนวางแผน แต่พระเจ้าเป็นคนตัดสิน (แถมยังหัวเราะเยาะเราด้วย)' อะไรประมาณนั้นแหละครับ เพราะพอโรคระบาดบุก เราเลยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกว้านซื้อสินทรัพย์จำนวนมหาศาลอย่างเร่งด่วน" นอกจากนี้เขายังเสริมแบบแสบๆ คันๆ ด้วยว่า จนถึงวินาทีนี้ยังไม่เคยมีกระทรวงการคลังไหนเดินมาบอกเราเลยว่า "เฮ้ หยุดทำแบบนั้นได้แล้ว คุณสนับสนุนเศรษฐกิจมากเกินไปแล้วนะ" ซึ่งจริงๆ มันยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง

    เงินเฟ้อ: Soft Landing สำเร็จแล้ว แต่มีพายุใหม่รออยู่
    Powell ยืนยันว่าเขายังมุ่งมั่นดึงเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน แต่เขาก็พอใจกับสิ่งที่ทำได้ "ผมรู้สึกว่าเราเกือบจะถึงจุดนั้นแล้วเมื่อสิ้นปี 2024 โดยฝืนการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมด" เขาย้อนเล่าว่าในปี 2022 ที่มีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว นักเศรษฐศาสตร์ 100% พยากรณ์ว่าจะเกิดภาวะถดถอย แต่มันไม่เกิดขึ้น ปี 2023-2024 กลับเป็นปีที่เข้มแข็งมาก

    "ภายในปี 2024 คุณมีเศรษฐกิจที่เติบโต 2.5% มีเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2% บวกเล็กน้อย และตลาดแรงงานที่จ้างงานเต็มที่ ผมเรียกสิ่งนั้นว่า Soft Landing เราทำได้แล้ว" แต่ปัจจุบัน Fed ต้องเผชิญกับแหล่งเงินเฟ้อใหม่ นั่นคือ Tariff Inflation (เงินเฟ้อจากภาษีนำเข้า) "เราคิดว่ามันเป็นการปรับราคาครั้งเดียว ตอนนี้เราประเมินว่ามันเพิ่มเงินเฟ้อไปอยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่นั่นเป็นเรื่องเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อช่วงโรคระบาด"

    Supply Shock กับตะวันออกกลาง: Fed ทำอะไรได้บ้าง?
    และนี่คือพายุลูกใหม่ที่ทุกคนกังวล นั่นคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่ง Powell ยอมรับว่ากระทบราคาน้ำมันแน่นอน เขาอธิบายเป็นบทเรียนสั้นๆ ว่าเครื่องมือของ Fed ทำงานผ่าน อุปสงค์ (Demand) โดยดอกเบี้ยสูงจะลดอุปสงค์ ดอกเบี้ยต่ำจะกระตุ้นอุปสงค์ แต่เมื่อเกิด Supply Shock อย่างน้ำมันแพงเพราะสงคราม เครื่องมือของ Fed แทบไม่มีผลกระทบต่ออุปทานเลย

    "คำถามคลาสสิกเวลาเกิด Energy Shock คือเราควรตอบสนองเลยไหม? เนื่องจากนโยบายการเงินทำงานด้วย Lags ที่ยาวและแปรปรวน กว่าดอกเบี้ยจะมีผล ราคาน้ำมันก็น่าจะกลับมาปกติแล้ว การไปเข้มงวดนโยบายในตอนนั้นอาจกดเศรษฐกิจผิดจังหวะ ดังนั้นแนวโน้มคือจะมองข้าม (Look through) แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องติดตามความคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพราะถ้าประชาชนเริ่มคาดหวังว่าเงินเฟ้อจะสูงตลอดไป นั่นคือปัญหาใหญ่"

    ️ Fed อิสระจากการเมือง — แต่ร่วมมือกับรัฐบาลด้านกฎระเบียบ
    Powell อธิบายความต่างระหว่างบทบาทด้านนโยบายการเงิน ซึ่งต้องเป็นอิสระทางการเมือง 100% ไม่ตอบสนองต่อฝ่ายการเมืองเลย กับบทบาทด้านกฎระเบียบ (Regulation) ที่มีตำแหน่ง Vice Chair for Supervision ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย Dodd-Frank เพื่อกำหนดวาระกฎระเบียบและนำเสนอต่อบอร์ด "ในฐานะประธาน หลักการคือต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง ไม่ทำงานให้หรือต่อต้านพรรคไหน ไม่แม้แต่จะคิดถึงเรื่องพวกนั้น" เขายังย้ำว่าการที่ประธาน Fed ได้รับการแต่งตั้งซ้ำจากทั้งสองพรรค (Bipartisan) เช่นเดียวกับเขาและ Ben Bernanke คือบททดสอบความเป็นกลางที่ดีที่สุด

    ระบบการเงินหลัง Dodd-Frank: แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังมีจุดอ่อน
    เมื่อถามถึงสุขภาพระบบการเงินสหรัฐฯ และความเสี่ยงใหม่ๆ อย่าง Commercial Real Estate (CRE), Private Credit และความปลอดภัยไซเบอร์ในยุค AI นั้น Powell กล่าวว่ามีการสร้างหน่วยงานติดตามความเสี่ยงโดยเฉพาะ และเพิ่มทุน (Capital) กับสภาพคล่อง (Liquidity) ของธนาคารใหญ่จนแข็งแกร่งมาก

    เขาเปรียบเทียบภาพที่ทรงพลังว่า "เราอยู่ในธุรกิจสร้างคันกั้นน้ำ ไม่ใช่ป้องกันพายุเฮอริเคน พายุจะมาเรื่อยๆ และคุณไม่มีทางรู้ว่ามาจากทิศไหน ดังนั้นคุณต้องการระบบที่ยืดหยุ่นสูง" ส่วนเรื่องไซเบอร์ เขาถือว่าเป็นภัยที่ต่างออกไปเพราะยังไม่เคยมีการโจมตีที่ประสบความสำเร็จในระดับระบบ สำหรับ Private Credit เขายังติดตามอย่างใกล้ชิดแต่ยังไม่เห็นสัญญาณการแพร่ระบาดที่จะสร้างความเสียหายในวงกว้างตอนนี้

    ความเสียใจ? ในฐานะประธาน Fed ผมคงไม่มีสิทธิ์ทำตัวอ่อนไหวแบบนั้นหรอก
    "ในงานของผม ผมต้องโฟกัสที่กระจกหน้ารถ ไม่ใช่กระจกมองหลัง" Powell ตอบเรื่องความเสียใจ "ผมจะมีเวลาเยอะพอสำหรับเรื่องนั้นหลังจากออกจากตำแหน่ง คุณจะทำผิดพลาดและเรียนรู้จากมัน เชื่อผมเถอะ ผมทำผิดพลาดมาเยอะ แต่ผมไม่โฟกัสที่ความเสียใจ" แต่เขาย้ำว่าภูมิใจมากที่ได้รับใช้สาธารณะตลอด 14 ปีที่ Fed "ในภาคเอกชนคุณทำงานเพื่อตัวเอง แต่ในภาครัฐ สิ่งที่คุณทำคือการช่วยเหลือชาวอเมริกันทุกคน"

    เขายังให้คำแนะนำประธานคนถัดไปว่า "หนึ่ง ยึดมั่นในหน้าที่ อย่าขยายไปในพื้นที่ที่ไม่ใช่เรื่องของเรา และสอง ยอมรับความไม่สมบูรณ์ Fed ไม่ใช่สถาบันที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่าพังทลายมัน เพราะการสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่นั้นยาก แต่การพังมันนั้นง่ายกว่ามาก"

    AI กับตลาดแรงงาน: สารจากประธาน Fed ถึงนักศึกษา
    ประเด็นทิ้งท้ายที่สำคัญที่สุดคืออนาคตของเด็กจบใหม่ในยุค AI ซึ่ง Powell ยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า "ตอนนี้อัตราการเปิดรับสมัครงานใหม่ (Job Openings) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก แถมยังมี AI เข้ามาเขย่าวงการ บวกกับนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่เปลี่ยนไปจนทำให้ทั้งฝั่งคนจ้างและคนหางานชะงักกันไปหมด"

    เขาเตือนสติบัณฑิตใหม่ว่า "ตัวเลขอัตราการว่างงานภาพรวมที่ดูเหมือนต่ำ (ซึ่งดูเหมือนดี) อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลยในตอนนี้ ถ้าคุณเป็นคนที่กำลังพยายามจะแทรกตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานที่เต็มไปด้วยความผันผวนและเทคโนโลยีใหม่ๆ"

    อย่างไรก็ตาม เขายังมองโลกในแง่ดีเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีพลวัตสูงมาก "ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ผลผลิตของเราเติบโตเร็วเป็น 2 เท่าของยุโรป และผลผลิตที่สูงคือวิธีที่รายได้จะโต" สำหรับ AI เขาเล่าจากประสบการณ์ตรงว่า LLMs ช่วยให้เขาทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น "คุณต้องลงทุนเวลาเพื่อเชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้"

    แม้เขาจะยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่าผู้บริหารบริษัทใหญ่จะใช้ AI ตัดงานจำนวนมากที่สามารถทำเป็นอัตโนมัติได้เพื่อลดต้นทุน แต่ประวัติศาสตร์สอนว่าเทคโนโลยีใหม่มักนำไปสู่การเพิ่มมาตรฐานการครองชีพในระยะยาว "ไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของ AI และผมมองโลกในแง่ดีมากสำหรับระยะกลางและยาวของเศรษฐกิจนี้"

    ❓ Q&A: ตอบทุกเรื่องยกเว้นเรื่องการเมือง
    ในช่วงท้าย Powell ตอบคำถามนักศึกษาอย่างเป็นกันเอง

    เรื่องโมเดลเศรษฐกิจ: "โมเดลดีที่สุดในอุตสาหกรรมก็ช่วยได้ แต่ถ้าคุณคิดจะให้โมเดลตัดสินใจแทนคุณ คุณก็อยู่ผิดธุรกิจแล้ว"

    เรื่องการตัดสินใจใน FOMC: "ทักษะที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดคือการฟัง ถ้าคุณฟังคนจริงๆ นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจส่วนใหญ่"

    เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เขาตอบนักศึกษาที่ถามเรื่องการแข่งกับจีนว่า "ไม่ เราทำเพื่อชาวอเมริกันเท่านั้น" การไปแข่งกับจีนคือการหลงประเด็น

    เรื่องความไว้วางใจ: "เราจะรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชนไว้ได้ ก็ด้วยการมุ่งมั่นทำหน้าที่ตามพันธกิจหลักให้ดีที่สุด นั่นคือการผลักดันให้เกิด 'การจ้างงานสูงสุด' ควบคู่ไปกับการรักษา 'เสถียรภาพด้านราคา' และที่สำคัญคือต้องวางตัวเป็นกลางให้อยู่ห่างจากวังวนทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง"

    เรื่องสิ่งที่เขาไม่แน่ใจที่สุด: เขาเตือนเรื่อง Fat Tails (เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันแต่รุนแรง) "ก่อนโรคระบาดเราพยายามดันเงินเฟ้อให้ถึง 2% มา 15 ปี แต่พอโรคระบาดมา ทันใดนั้นมันก็พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี อะไรก็เกิดขึ้นได้"

    หนี้สาธารณะ: เส้นทางที่ไม่ยั่งยืน
    คำถามสุดท้ายจาก Lola เรื่องหนี้สาธารณะ Powell ตอบอย่างตรงไปตรงมา "ผมไม่รู้ว่าตัวเลขไหนคือจุดวิกฤต แต่สิ่งที่ชัดเจนคือหนี้เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจมาก อัตราส่วนนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาวนั่นคือ 'นิยามของความไม่ยั่งยืน' มันจะไม่จบดีถ้าเราไม่ทำอะไรเร็วๆ นี้" พร้อมตบท้ายขำๆ "แน่นอนนี่ไม่ใช่งานของ Fed และที่ผมพูดไปทุกคนก็เพิกเฉยอยู่ดี"

    ถือเป็นการปรากฏตัวที่เผยให้เห็นทั้งวิสัยทัศน์ ความกังวล และความหวังของชายผู้กุมอำนาจการเงินโลกได้อย่างครบถ้วนที่สุด

    https://www.facebook.com/share/1ApfeC7Pvm/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ช่วยประชาชนถูกจุด นายกฯออสเตรเลียประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน-ดีเซลลง 50% นาน 3 เดือน ออสเตรเลียเป็นประเทศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันต่อจากเวียดนาม และอินเดีย BTimes
    Mar 31, 2026 ทำกันหมด! นายกฯออสเตรเลียช่วยประชาชน ประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 50% นาน 3 เดือน วิกฤตน้ำมันเบนซิน-ดีเซลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงการณ์ว่า รัฐบาลออสเตรเลียใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปเป็นเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันของออสเตรเลียลดลง 26.3 เซนต์ต่อลิตร หรือลดลงลิตรละ 5 – 6 บาท จากเดิมที่มีราคาลิตรละ 52.6 เซนต์ หรือประมาณ 11 บาท/ลิตร

    นอกจากนี้ ประกาศใช้มาตรการไม่เก็บค่าธรรมเนียมผู้ใช้ถนน สำหรับผู้ใช้น้ำมันดีเซลกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ เดิมอยู่ที่ 32.4 เซนต์ หรือประมาณ 7 บาท/ลิตร เป็นศูนย์ มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 เดือน

    เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการช่วยเหลือประชาชนชาวออสเตรเลียท่ามกลางราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนค่าขนส่งให้กับอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ในออสเตรเลีย

    นายจิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออสเตรเลีย เปิดเผยว่า มาตรการทั้งสองชุดจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 2,550 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 56,000 ล้านบาทใน 3 เดือนข้างหน้า

    สถาบันปิโตรเลียมแห่งออสเตรเลีย (AIP) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศ แตะระดับ 2.53 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ลิตร หรือประมาณ 56 บาท/ลิตร จากในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 2.38 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ลิตร หรือราวลิตรละ 53 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั่วประเทศแตะระดับ 3.1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย/ลิตร หรือลิตรละ 69 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.7% จากสัปดาห์ผ่านมา

    ในสัปดาห์ผ่านไป รัฐบาลเวียดนามออกประกาศคำสั่งยกเลิกการเก็บภาษีทั้ง 3 ประเภทที่บังคับใช้กับน้ำมันเบนซิน และดีเซลภายในประเทศเวียดนาม ได้แก่ ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ยกเลิกการเก็บภาษีพิเศษกับการบริโภคน้ำมันเบนซิน และยกเลิกภาษีปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศเวียดนามมีราคาถูกลงทันทีโดยเฉลี่ย 19% ที่สำคัญ ราคาน้ำมันในประเทศเวียดนามที่มีอัตราถูกลงมากที่สุดถึง 28% และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2026 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2026 สำหรับมาตรการในการยกเลิกภาษีทั้ง 3 ประเภทรวมกันนั้นจะส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามเสียรายได้ไปประมาณเดือนละ 7.2 ล้านล้านด่อง

    รัฐบาลประเทศอินเดีย ประกาศปรับลด และยกเลิกการเก็บภาษี 2 ประเภท ได้แก่ การปรับลดภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันเบนซินและดีเซล และการยกเลิกภาษีสรรพสามิตอัตราพิเศษเพิ่มเติมสำหรับการใช้ดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดังกล่าวถูกลงทันทีเฉลี่ยกว่า 77%

    #ภาษีสรรพสามิต #ดีเซล #เบนซิน #ออสเตรเลีย #เวียดนาม #อินเดีย #BTimes


    https://www.facebook.com/share/1CEfpC7ejd/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    30 วัน 26,000 ล้าน$ —งบสงครามอิหร่าน หนักสุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

    ตัวเลขล่าสุดจากแหล่งประเมินของ
    United States Central Command และเพนตากอน ระบุว่า

    สงครามที่เกี่ยวข้องกับ อิหร่าน
    ทำให้ สหรัฐอเมริกา ใช้เงินไปแล้วประมาณ

    26,000 ล้านดอลลาร์
    หรือเกือบ 9.5 แสนล้านบาท

    ภายในเวลาเพียง 30 วัน

    และกำลังถูกมองว่าเป็น
    “สงครามเดือนเดียวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ”

    ---

    ค่าใช้จ่ายหลักที่เปิดเผย

    • โจมตีเป้าหมายกว่า 10,000 จุด
    → 9.42 พันล้านดอลลาร์

    • ภารกิจ สกัดกั้นทางอากาศและป้องกันขีปนาวุธ
    → 10 พันล้านดอลลาร์

    • การสูญเสียอาวุธและยุทโธปกรณ์
    → 4 พันล้านดอลลาร์

    • ยิงขีปนาวุธ
    Tomahawk cruise missile
    มากกว่า 800 ลูก
    → 3.06 พันล้านดอลลาร์

    • ภารกิจ เครื่องบินทิ้งระเบิดกว่า 30 เที่ยวบิน
    → 266 ล้านดอลลาร์

    ---

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายในวอชิงตันเริ่มกังวลว่า

    • สต็อกอาวุธสำคัญกำลังลดลงเร็ว
    • ค่าใช้จ่ายด้านสงครามกำลังพุ่งแบบควบคุมยาก

    ซึ่งตรงข้ามกับที่
    โดนัลด์ ทรัมป์
    เคยกล่าวว่าสงครามครั้งนี้จะ “รวดเร็วและเด็ดขาด”

    แต่หนึ่งเดือนผ่านไป
    ผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ยังไม่ชัดเจน

    ---

    คำถามที่เริ่มดังขึ้นในสหรัฐตอนนี้คือ

    26,000 ล้านดอลลาร์ใน 30 วัน
    นี่คือราคาที่คุ้มค่าทางยุทธศาสตร์… หรือไม่?

    ถ้าสงครามยืดไปอีกหลายเดือน
    ค่าใช้จ่ายจะพุ่งไปถึงระดับไหน?

    (คัดข่าว – CENTCOM, Financial Times, Axios 30 มี.ค. 2569)

    https://www.facebook.com/share/1Ani6SqZmm/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อิหร่านส่งสัญญาณถึงซาอุฯ “ได้เวลาขับไล่กองกำลังสหรัฐ”

    เดอะพับลิกโพสต์ - อัลจาซีรา รายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ อิหร่าน ระบุว่า ประเทศของเขาให้ความเคารพต่อ ซาอุดีอาระเบีย และมองว่าเป็น “ประเทศพี่น้อง” พร้อมย้ำว่าปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านมุ่งเป้าเฉพาะ “ฝ่ายรุกราน”

    เขากล่าวว่า “ปฏิบัติการของเรามุ่งเป้าไปที่ผู้รุกรานที่ไม่เคารพทั้งชาวอาหรับหรือชาวอิหร่าน และไม่สามารถมอบความมั่นคงได้ ลองดูสิ่งที่เราทำกับระบบบัญชาการทางอากาศของพวกเขา”

    อารักชีระบุเพิ่มเติมว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะขับไล่กองกำลังสหรัฐออกไป”

    คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนท่าทีของอิหร่านที่พยายามส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    https://www.facebook.com/share/1NTaeFwWjV/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐสภาอิหร่านดันกฎหมายเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ เสนอห้ามเรือสหรัฐ–อิสราเอลผ่าน

    เดอะพับลิกโพสต์ - มีรายงานว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภา อิหร่าน ได้อนุมัติร่างกฎหมายเกี่ยวกับ “การบริหารจัดการ” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนสถานะจากช่องแคบนานาชาติ ไปสู่การเป็น “เส้นทางภายใต้การกำกับของอิหร่าน” ที่ต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียมการผ่าน

    สมาชิกสภา มุจตะบา ซาเรอี ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการเห็นชอบในระดับคณะกรรมาธิการแล้ว โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

    การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือทุกลำที่ผ่าน

    การห้ามเรือของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ผ่านช่องแคบ

    การห้ามเรือจากประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

    การประสานงานกับ โอมาน ในการจัดโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    ก่อนหน้านี้ อาลาอุดดิน โบรเจอร์ดี สมาชิกคณะกรรมาธิการเดียวกัน ระบุว่า อิหร่านกำลังเตรียม “ระบบใหม่” สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะรวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการรักษาความปลอดภัยและการให้บริการ

    รายงานระบุว่า ขั้นตอนถัดไปคือการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภาเพื่อลงมติขั้นสุดท้าย โดยหากผ่าน จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ มีการอ้างว่า ในทางปฏิบัติ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ได้เริ่มใช้มาตรการบางส่วนแล้วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้กฎหมายยังไม่ผ่านขั้นตอนสุดท้าย

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการเก็บค่าผ่านช่องแคบ โดยเตือนว่าอาจมีการตอบโต้หากอิหร่านดำเนินมาตรการดังกล่าวจริง

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของร่างกฎหมายและการบังคับใช้ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐสภาอิหร่านต่อไป

    https://www.facebook.com/share/p/16toYJLYq4/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฮูซีอาจปิด “บาบอัลมันเดบ” กดดันสงคราม เสี่ยงกระทบการค้าโลก

    เดอะพับลิกโพสต์ - สปุตนิก รายงานการวิเคราะห์ว่า ความเป็นไปได้ที่ อันซอรุลลอฮ์ หรือกลุ่มฮูซีในเยเมน จะปิดช่องแคบ บาบอัลมันเดบ กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มประกาศเข้าร่วมสงครามเคียงข้างอิหร่านต่อสหรัฐและอิสราเอล

    รายงานอ้างนักวิเคราะห์การเมืองเยเมน อักรอม อัลฮัจญ์ ระบุว่า ท่าทีของฮูซี “ชัดเจน” ตามคำแถลงของโฆษกทหาร ยะห์ยา ซะรีอ์ โดยคาดว่า ซานาอาอาจใช้ขีปนาวุธและโดรนเพื่อปิดเส้นทางเดินเรือ หากสถานการณ์ยกระดับ

    เขาอ้างถึงประสบการณ์ในสงครามกาซาครั้งก่อน ที่ฮูซีสามารถขัดขวางเรือสหรัฐและอิสราเอลไม่ให้เข้าถึงพื้นที่ได้

    ในมิติทางเศรษฐกิจ รายงานระบุว่า หากบาบอัลมันเดบถูกปิด จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกโดยตรง กระทบอิสราเอล ยุโรป และหลายประเทศอาหรับ รวมถึง อียิปต์ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของ คลองสุเอซ

    นักวิเคราะห์ยังมองว่า การควบคุมช่องแคบนี้จะเปิดโอกาสให้ฮูซี “ส่งสัญญาณทางการเมือง” ต่อการยกระดับสงครามของสหรัฐและอิสราเอล

    ด้านผู้เชี่ยวชาญทหารเยเมน อะซีซ รอชิด ระบุว่า การที่ซานาอายังไม่เข้าร่วมโดยตรงก่อนหน้านี้ เป็น “ยุทธวิธีรอจังหวะ” และชี้ว่า บาบอัลมันเดบคือ “ไพ่สำคัญ” สำหรับตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของสหรัฐ โดยเฉพาะกองเรือและเรือบรรทุกเครื่องบิน

    เขาระบุว่า การปิดช่องแคบอาจถูกใช้แบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ตามสถานการณ์ และเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันมาแล้วในช่วงสงครามกาซาปี 2023

    รายงานยังประเมินว่า หากเกิดการปิดบาบอัลมันเดบพร้อมกับ ช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจทั้งทางทหารและการเมืองในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ และอาจบังคับให้มหาอำนาจต้องทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่
    https://www.facebook.com/share/p/1GdUHK8jHT/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักวิเคราะห์ชี้คำขู่ทรัมป์สะท้อน “ทางตัน” สหรัฐ เสี่ยงคำนวณผิดพลาดในสงครามอิหร่าน

    เดอะพับลิกโพสต์ - แดนนี่ ซิตริโนวิช (Danny Citrinowicz) ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและกิจการในตะวันออกกลาง อดีตหัวหน้าฝ่ายอิหร่านในกองวิเคราะห์และวิจัยของหน่วยข่าวกรองทหารอิสราเอล ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 69 ว่า ข้อความล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ที่รัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญในสงครามกับ อิหร่าน

    ทั้งนี้ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า “สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในการเจรจาอย่างจริงจังกับ ‘ระบอบใหม่ที่มีเหตุผลมากกว่า’ เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ความคืบหน้าดีมาก แต่หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็วๆนี้ และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกเปิดทันที ‘เพื่อธุรกิจ’ เราจะยุติการอยู่ในอิหร่านของเรา ด้วยการระเบิดและทำลายโรงไฟฟ้าทั้งหมด แหล่งน้ำมัน และเกาะคาร์ก (รวมถึงอาจรวมโรงกลั่นน้ำทะเลทั้งหมด) ซึ่งเรายังไม่ได้แตะต้องโดยตั้งใจ”

    ซิตริโนวิชมองว่า คำพูดดังกล่าวสะท้อน “ความลังเลเชิงยุทธศาสตร์” ของสหรัฐ ระหว่างการเลือกเจรจากับฝ่ายที่ “ไม่แน่นอนและคาดเดายาก” กับการยกระดับทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างรุนแรงจากการตอบโต้ของอิหร่าน

    เขาระบุว่า การใช้ “คำขู่” เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะได้ผล “ระบอบอิหร่านไม่ได้หวั่นไหวต่อแรงกดดันง่ายๆ และมีแนวโน้มจะไม่ยอมอ่อนข้ออย่างมีนัยสำคัญภายใต้การบีบบังคับ”

    พร้อมเตือนว่า โครงสร้างอำนาจของอิหร่านที่ “กระจัดกระจายและซับซ้อน” อาจทำให้ผลลัพธ์เลวร้ายกว่าที่คาด หากคำขู่เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติจริง

    ซิตริโนวิชสรุปว่า สถานการณ์นี้สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐ “แทบไม่มีตัวเลือกที่ดี” และการตั้งสมมติฐานว่าอิหร่านจะตอบสนองแบบรัฐที่มีเหตุผลทั่วไป อาจนำไปสู่ “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ทางยุทธศาสตร์

    เขาระบุทิ้งท้ายว่า “ไม่มีทางออกที่ง่ายในสถานการณ์นี้”
    https://www.facebook.com/share/p/17PrPHDM4v/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สื่อเลบานอนเผย ฮิซบุลเลาะห์เกือบลอบสังหาร รมว.กลาโหมอิสราเอล ชี้แนวรบเหนือส่อวิกฤตหนัก

    เดอะพับลิกโพสต์ - หนังสือพิมพ์ อัลอัคบาร์ สื่อเลบานอนที่มีจุดยืนใกล้ชิดกลุ่มฮิซบุลเลาะห์รายงาน (30 มี. ค.69) โดยอ้างแหล่งข่าวภาคสนามว่า แนวรบระหว่าง ฮิซบุลเลาะห์ กับอิสราเอลกำลังเข้าสู่ช่วงที่เข้มข้นผิดปกติ ขณะที่กองทัพอิสราเอลเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ติดขัด

    รายงานระบุว่า สื่ออิสราเอลยอมรับเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า ฮิซบุลเลาะห์ “เกือบจะประสบความสำเร็จ” ในการลอบสังหาร อิสราเอล คัตซ์ ระหว่างการลงพื้นที่ใกล้แนวรบ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่มีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์

    แหล่งข่าวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของอิสราเอลในการ “แยกพื้นที่การรบ” (isolation) เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน แต่ในทางกลับกัน ฮิซบุลเลาะห์ใช้ยุทธวิธี “ล่าเป้าหมายเฉพาะ” โดยมุ่งโจมตีหน่วยบัญชาการและกำลังหลักอย่างแม่นยำ

    รายงานชี้ว่า คำกล่าวอ้างของ เบนจามิน เนทันยาฮู และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอล ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่หลุดออกมาจากสื่อภายใน ซึ่งสะท้อนถึงระดับ “ความสะดุด” ของปฏิบัติการภาคพื้นดินบริเวณชายแดนเลบานอน

    สื่ออิสราเอลระบุว่า ฮิซบุลเลาะห์เกือบสามารถสังหาร “หน่วยบัญชาการภาคสนาม” ของอิสราเอลในแนวรบด้านตะวันตกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีนายทหารระดับสูงได้รับบาดเจ็บปานกลาง

    แหล่งข่าวภาษาฮีบรูยังเปิดเผยว่า “กับดักในภาคใต้ของเลบานอนมีเป้าหมายเพื่อกำจัดทีมบัญชาการภาคสนามทั้งหมด”

    และ “การยิงแบบวิถีโค้งได้โจมตีศูนย์กลางของหน่วยวิศวกรรมชั้นนำ ‘ยาฮาโลม’ ได้อย่างแม่นยำ”

    รายงานระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยงานเซ็นเซอร์ทางทหารของอิสราเอลกำลังพยายามควบคุมข้อมูลข่าวสาร เพื่อจำกัดผลกระทบทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์ของกองทัพ

    ด้าน อาวี อัชเคนาซี นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ “มาอารีฟ” ของอิสราเอลระบุว่า ฮิซบุลเลาะห์ได้เปิดฉากโจมตีอย่างหนักด้วยอาวุธต่อต้านรถถังต่อกองกำลังอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้

    เขาระบุว่า “กองทัพอิสราเอลกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่งในภาคเหนือ”
    พร้อมเสริมว่า “จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เกิดจากอาวุธต่อต้านเกราะ”

    รายงานยังชี้ว่า การโจมตีแบบแม่นยำและการซุ่มโจมตีของฮิซบุลเลาะห์ กำลังบั่นทอนความสามารถของกองทัพอิสราเอลในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนถึงรูปแบบสงครามที่เน้น “คุณภาพของเป้าหมาย” มากกว่าปริมาณการยิง

    สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า แนวรบทางตอนเหนือของอิสราเอลอาจกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการช่วงชิงความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์

    https://www.facebook.com/share/p/1AdoKzeX5c/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘เกราะเริ่มสึก’: รายงานชี้อิหร่านปรับยุทธศาสตร์ หวังทำระบบสกัดสหรัฐ–อิสราเอลขาดแคลน

    เดอะพับลิกโพสต์ - รายงานจาก สถาบันยิวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (JINSA) ซึ่งเผยแพร่ผ่าน เดอะเยรูซาเล็มโพสต์ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 69 ระบุว่า ความกังวลหลักของสหรัฐและอิสราเอลในระยะต่อไปของสงครามคือ “การขาดแคลนขีปนาวุธสกัด” (interceptors) ท่ามกลางยุทธศาสตร์การโจมตีของอิหร่านที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    รายงานหัวข้อ “The Eroding Shield: Air Defenses Against Iran” ระบุว่า แม้สหรัฐ อิสราเอล และพันธมิตรสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้มากกว่า 90% จากการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น การติดตั้งระบบ THAAD ระบบแพทริออต กองเรือโจมตี และเครื่องบินรบกว่า 200 ลำ แต่ความได้เปรียบดังกล่าวกำลังถูกบั่นทอน

    JINSA ระบุว่า อิหร่านได้เปลี่ยนแนวทางจากการโจมตีเป้าหมายโดยตรง ไปสู่การ “ทำลายสถาปัตยกรรมของระบบป้องกันทางอากาศ” โดยมุ่งโจมตีเรดาร์ เตือนภัยล่วงหน้า จานดาวเทียม และระบบสื่อสารที่เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่สกัด ส่งผลให้เครือข่ายตรวจจับและแจ้งเตือนถูกบั่นทอน

    รายงานชี้ว่า “ชั้นเซนเซอร์” เป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบหลายชั้น และเมื่อถูกโจมตี จะลดเวลาในการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมบังคับให้ฝ่ายป้องกันต้องใช้ขีปนาวุธสกัดมากขึ้นต่อหนึ่งเป้าหมาย

    มีการระบุว่า อิหร่านได้โจมตีเรดาร์สำคัญหลายจุด เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า AN/FPS-132 ที่ฐานอัลอูเดดในกาตาร์ เรดาร์ AN/TPY-2 ที่ฐานในจอร์แดน และฐานเรดาร์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้ประเทศในภูมิภาคต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อปกป้องระบบที่เหลืออยู่

    ในด้านการโจมตี อิหร่านปล่อยโดรนมากกว่า 3,000 ลำ และขีปนาวุธราว 1,000 ลูก โดยเฉพาะโดรนชะฮีด (Shahed) ซึ่งมีต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถบินต่ำหลบเรดาร์ และบางรุ่นใช้ระบบนำทางผ่านใยแก้วนำแสง ทำให้ไม่ถูกรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์

    รายงานระบุว่า โดรนมีอัตราความสำเร็จ “มากกว่าขีปนาวุธถึงสองเท่า” ในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายสิบเท่า โดยมีราคาประมาณ 50,000–70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ขีปนาวุธมีราคาหลายล้านดอลลาร์

    อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ขีปนาวุธติดหัวรบลูกปราย ซึ่งสามารถปล่อยระเบิดย่อย 24–80 ลูกต่อหัวรบ และกระจายครอบคลุมพื้นที่กว้างหลายกิโลเมตร แม้ถูกสกัดก็ยังมีความเสี่ยงต่อพลเรือน

    รายงานยังระบุว่า กองทัพอิสราเอลบางครั้ง “เลือกไม่สกัด” ขีปนาวุธบางลูกเพื่อประหยัดทรัพยากร เนื่องจากการสกัดหัวรบลูกปรายอาจทำให้ระเบิดย่อยตกกระจายมากขึ้น

    ข้อมูลระบุว่า อัตราการโจมตีโดนพื้นที่ชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 3% ในช่วงสองสัปดาห์แรก เป็นราว 27% ระหว่างวันที่ 13–22 มี.ค. โดยส่วนหนึ่งมาจากการใช้ขีปนาวุธลูกปราย

    แม้จำนวนขีปนาวุธที่ยิงจะลดลงจากวันแรกที่มากกว่า 430 ลูก เหลือเฉลี่ยต่ำกว่า 30 ลูกต่อวันในสัปดาห์ถัดมา และจำนวนแท่นยิงลดจากราว 300 เหลือประมาณ 160 แต่ JINSA ชี้ว่า อิหร่านกำลังปรับไปสู่ยุทธศาสตร์ “เน้นผลกระทบมากกว่าปริมาณ”

    ในด้านคลังอาวุธป้องกัน รายงานประเมินว่า สหรัฐและพันธมิตร “ไม่มีกำลังเพียงพอ” สำหรับสงครามยืดเยื้อ โดยระบบป้องกันต้องยิงสกัดหลายลูกต่อเป้าหมายหนึ่ง ทำให้ขีปนาวุธสกัดหมดเร็วกว่าฝั่งโจมตี

    มีการประเมินว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตอาจใช้ขีปนาวุธแพทริออตไปแล้วราว 75% ของสต็อก บาห์เรนราว 87% และกาตาร์ประมาณ 40%

    รายงานยังเตือนถึงความเสี่ยงจาก “น่านฟ้าที่แออัด” ซึ่งมีทั้งเครื่องบินฝ่ายเดียวกัน ขีปนาวุธสกัด และเป้าหมายเคลื่อนที่พร้อมกัน เพิ่มโอกาสเกิดความผิดพลาด โดยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ระบบป้องกันของคูเวตยิงเครื่องบิน F-15E ของสหรัฐตกในช่วงการโจมตีหนัก

    JINSA ระบุว่า ยุทธศาสตร์ของอิหร่านที่กระจายการโจมตีหลายประเทศ อาจมีรากฐานจากแนวคิด “การบัญชาการแบบกระจาย” (mosaic doctrine) หลังสูญเสียผู้นำระดับสูง แต่ล่าสุดมีสัญญาณกลับไปสู่การรวมศูนย์อีกครั้ง

    รายงานสรุปว่า แม้ระบบป้องกันของสหรัฐและอิสราเอลยังมีประสิทธิภาพสูง แต่การปรับยุทธศาสตร์ของอิหร่านกำลังทำให้ “สมดุลของสงคราม” เปลี่ยนไป และสร้างแรงกดดันต่อคลังอาวุธป้องกันอย่างต่อเนื่อง

    https://www.facebook.com/share/p/18cUUHauaA/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สเปนปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินทหารสหรัฐผ่าน ปมสงครามอิหร่าน ชี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

    เดอะพับลิกโพสต์ - สเปน ตัดสินใจปิดน่านฟ้าต่อเครื่องบินทหารของ สหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยเป็นมาตรการที่เข้มงวดกว่าก่อนหน้านี้ซึ่งเพียงปฏิเสธการใช้ฐานทัพร่วม ตามรายงานของ เอลปาอีส ที่อ้างแหล่งข่าวทางทหาร

    รายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเที่ยวบินของนาโตที่มุ่งหน้าไปตะวันออกกลาง แต่ไม่รวมกรณีฉุกเฉิน

    รัฐมนตรีเศรษฐกิจ คาร์ลอส คูเอร์โป กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ Cadena Ser ว่า “การตัดสินใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนสงครามที่เริ่มต้นโดยฝ่ายเดียวและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ”

    การปิดน่านฟ้าครั้งนี้ทำให้เครื่องบินทหารสหรัฐต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน ส่งผลต่อการประสานงานทางทหารของนาโตและเส้นทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

    ก่อนหน้านี้ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ได้ออกมาวิพากษ์การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านว่า “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมเรียกร้องให้สหภาพยุโรปแสดงจุดยืนคัดค้าน

    เขายังสั่งห้ามสหรัฐใช้ฐานทัพในสเปนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้สเปนกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศตะวันตกที่แสดงท่าทีชัดเจนในประเด็นนี้

    ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศ โฆเซ มานูเอล อัลบาเรส กล่าวว่า “สเปนและสหภาพยุโรปต้องเป็นเสียงที่สร้างสมดุล ผลักดันการลดความตึงเครียด และปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ”

    พร้อมเสริมว่า “โลกที่ยึดกฎเกณฑ์ที่คาดการณ์ได้ ย่อมดีกว่าโลกที่ใช้กำลังเป็นกฎเพียงอย่างเดียว”
    https://www.facebook.com/share/p/1HKxJrAD89/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Krungthai COMPASS ประเมินหากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
    .
    | ประเด็นร้อน | Krungthai COMPASS ประเมินหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) จะมีข้อกังวลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็น 3 กรณี
    .
    1) Immediate Concerns (ในช่วงที่เหลือของ มี.ค. 2569) ได้แก่ สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก กระทบต่ออุตฯ ปลายน้ำที่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และ Transport Disruption กระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)
    .
    2) Biggest Concerns (ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วง เม.ย. 2569) ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เม.ย. 2569 หากภาครัฐไม่อุดหนุนต่อ กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และการขาดแคลนสินค้าที่อาจรุนแรงขึ้น อาทิ Petrochem Shutdown กระทบภาคการผลิตไทย
    .
    3) Future Concerns (ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป) ได้แก่ ค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค.2569 ผลของราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กลุ่ม Short-haul ชะลอการเดินทางและการขาดแคลนปุ๋ยเคมี จะกระทบผลผลิตสินค้าเกษตร
    .
    อย่างไรก็ดี ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เมื่อไทยสามารถกลับมาส่งออกได้ ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าระวางเรือและค่า Surcharge ต่างๆ มีการปรับสูงขึ้น
    .
    อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
    .
    Krungthai COMPASS ประเมินหากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

    คลิก https://thaipublica.org/2026/03/kru...hormuz-closes-for-3-months-what-would-happen/

    #ความขัดแย้งตะวันออกกลาง #สงครามอิหร่าน #ทิศทางเศรษฐกิจไทย #วิกฤติพลังงาน #วิกฤติน้ำมัน #KrungthaiCOMPASS #ไทยพับลิก้า #Thaipublica
    FB_IMG_1774927326565.jpg FB_IMG_1774927344896.jpg
    https://www.facebook.com/share/1LyjYrTmkN/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    226,654
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ไม่ใช่เรื่องของ gu แล้วนะ ทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมยุติสงครามโดยไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
    แปลเป็นไทยคือ พวกเอ็งมาเปิดกันเองแล้วกันนะ เพราะ gu ไม่ได้ใช้หวะ

    https://www.facebook.com/share/1Dm4q3sFPt/
     

แชร์หน้านี้

Loading...