เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 22 มิถุนายน 2026 at 19:52.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงเช้ากระผม/อาตมภาพต้องไปร่วมการตรวจประเมินการบริหารการศึกษาที่โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ซึ่งจะมีมาตรฐานเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ เรื่องพวกนี้ถ้าดูในแง่ของการพัฒนาการศึกษาก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าดูในแง่ที่เอางานไปยัดให้กับผู้บริหารโรงเรียน ตลอดจนกระทั่งบรรดาบุคลากร ก็กลายเป็นเรื่องอะไรที่ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก"

    โดยเฉพาะมาตรฐานการตรวจประเมินนั้นมักจะเป็นมาตรฐานเดียว ซึ่งเกณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ โรงเรียนในเมืองจะมีความพร้อมมากกว่า ส่วนโรงเรียนต่างจังหวัดมักจะมีความพร้อมน้อยกว่า ทำให้เกิดความลักลั่นและไม่ยุติธรรม จึงอยากจะฝากถึงบรรดาผู้บริหารการศึกษา ให้คำนึงถึงผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยว่า การที่จะเตรียมการเรียนการสอนให้ดีก็เป็นเรื่องยากแล้ว ยังต้องทำงานอื่นเพิ่มขึ้นมาอีกมากมายมหาศาล โดยที่ท่านแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่อยากจะโชว์ความรู้ความสามารถ แต่ความจริงก็คือไปลอกเอามาตรฐานของต่างประเทศเขามา แล้วเอามาใช้โดยไม่ได้ดูบริบทของบ้านเราว่าเป็นอย่างไร ?

    โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือนโยบายด้านการศึกษาที่เปลี่ยนอยู่เรื่อย เปลี่ยนผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งก็เปลี่ยนนโยบายทีหนึ่ง ทำให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องลำบากเดือดร้อนในการปรับเปลี่ยนตามท่านไปไม่รู้จบ..! ส่วนที่น่าเปลี่ยนที่สุดกลับไม่เปลี่ยน ก็คือ
    คืนอำนาจไม้เรียวกลับไว้ในมือครู แล้วเด็กคนไหนถ้ามาตรฐานไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปรับตกซ้ำชั้นไปเลย ผลการเรียนการสอนของเราจะมีความก้าวหน้าขึ้นมาทันที ไม่ใช่ทุกวันนี้เด็กเรียนไปยันชั้นป.๕ - ป.๖ ยังอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็สอบผ่านทุกปี..!

    ความจริงเรื่องพวกนี้ควรที่นักการเมืองของพวกเรา โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการจะต้องไปดำเนินการ ไม่น่าจะต้องมาถึงพระอย่างกระผม/อาตมภาพที่มาพูดถึง แต่บางทีเห็นแล้วก็อดรนทนไม่ได้ เนื่องเพราะว่าแต่ละโครงการ แต่ละงาน ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถเบิกได้หรือเปล่า ? ถ้าเบิกไม่ได้ ผู้บริหารและครูบาอาจารย์ก็เฮงไป ควักกระเป๋ากันเอง..!

    จึงขอฝากเอาไว้สำหรับท่านผู้มีอำนาจในการพิจารณาด้วยว่า เรื่องพวกนี้ปีแล้วปีเล่าที่ผ่านมา ถ่วงให้ระบบการศึกษาของเราไม่ทันชาวบ้านเขา ก็เพราะบรรดาท่านทั้งหลายอยากจะโชว์ความรู้ความสามารถ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความสามารถอย่างแท้จริงนี่แหละ..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    สำหรับวันนี้ เรื่องที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องที่เพิ่งเดินทางกลับจากเมืองจีน ข้อแรกเลยก็คือทันทีที่เครื่องบินวิ่งพ้นท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตง อาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหมดของกระผม/อาตมภาพก็เกือบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งบางท่านบอกว่า "เจ้ากรรมนายเวรไม่สามารถที่จะข้ามเขตได้" ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องจริง..!

    จนถึงขนาดมีบางคนบอกว่า ถ้าดวงไม่ดีให้เดินทางไปต่างประเทศ เนื่องเพราะว่าการข้ามประเทศเท่ากับเปลี่ยนดวงตัวเอง แต่กระผม/อาตมภาพก็หวั่น ๆ ใจอยู่เหมือนกันว่า จะเป็นการ "หนีเสือปะจระเข้" หรือเปล่า ? เนื่องเพราะว่าถ้าไปเจอเจ้ากรรมนายเวรที่ต่างประเทศรออยู่แล้วหนักกว่า ความซวยก็จะมาเยือนไม่รู้ตัว..! ดังนั้น..
    เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องรู้จริง แล้วค่อยไปให้คำแนะนำคนอื่น ไม่ใช่เหมาโหลเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

    เรื่องที่สองก็คือเรื่องที่ "พระสหาย" เขาบอกเอาไว้ว่า แค่เรื่องเก่า ๆ ของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสปกติ พวกเรายังเอาตัวไม่รอด แล้วจะไปพูดถึงเรื่องของข้าวของต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ซึ่งมีความละเอียดประณีต แล้วก็ทำให้เกิดความเสียหายในสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องของโทรศัพท์มือถือ จนกระทั่งหลาย ๆ ประเทศถึงขนาดออกกฎหมายออกมาว่า ถ้าลูกยังอายุไม่ถึง ๑๒ ปี หรือว่า ๑๕ ปี ห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่เช่นนั้นจะเอาผิดกับพ่อแม่ เนื่องเพราะเขามองเห็นอย่างชัดเจนว่า โทรศัพท์มือถือเป็นตัวทำลายสมาธิอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะสร้างโรคต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ มากมาย

    นี่เป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งของมารเท่านั้น ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ไม่เชื่อ เพราะคำว่า "มาร" ในความรู้สึกของพวกเราก็คืออะไรที่เก่าแก่โบร่ำโบราณ ประมาณ "ไดโนเสาร์เต่าล้านปี" แต่พอพิจารณาดูจริง ๆ แล้ว ที่ไหนได้..
    เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด เป็นเครื่องมือที่มารสร้างขึ้นมาเพื่อดึงเราให้ติดอยู่กับโลกนี้..!

    พูดง่าย ๆ ว่าเป็นคุกที่ขังพวกเราเอาไว้ โดยที่พวกเราไม่รู้ตัวว่าโดนขังเสียด้วยซ้ำไป..! แล้วถ้าท่านทั้งหลายสามารถรู้เห็นได้ ก็จะเห็นมารมานั่งหัวเราะเยาะแบบที่กระผม/อาตมภาพเจอด้วยตนเอง แค่ข้าวของเครื่องใช้ไม่กี่อย่าง เรายังตัดใจทิ้งไม่ได้ ตัดใจวางไม่ได้ แล้วจะไปตัดกิเลสอื่น ๆ ได้อย่างไร จนกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของเขาไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    ส่วนการเดินทางไปซินเจียงในครั้งนี้ ส่วนที่ดีที่สุดในความรู้สึกของตนเองคือมีเวลาว่างมาก คำว่า "เวลาว่าง" ในที่นี้ก็คือเวลาที่เพิ่มขึ้นมา เนื่องเพราะว่าที่นั่นพระอาทิตย์ขึ้นตอนตี ๔ ครึ่ง ซึ่งบ้านเราก็คือตี ๓ ครึ่ง แล้วไปตกดินตอน ๓ ทุ่มครึ่ง ซึ่งบ้านเราคือ ๒ ทุ่มครึ่ง..!

    ขนาด ๔ ทุ่มครึ่งบ้านเขาฟ้ายังไม่มืดดีเลย ทำให้มีเวลาทำงานทำการ หรือว่าท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นหลายชั่วโมง ก็คือแทนที่กลางวันกลางคืนจะมีเวลาอย่างละ ๑๒ ชั่วโมง ก็กลายเป็นว่ามีกลางวันไป ๑๗ - ๑๘ ชั่วโมง เพียงแต่ว่าในเมื่อเวลามีมากขึ้น เขาก็ต้องปรับตัว อย่างเช่นว่าตื่นนอน ๘ โมงเช้า หรือรับประทานอาหารกลางวันอย่างเร็วบ่าย ๒ โมง
    อย่างนี้เป็นต้น

    เนื่องเพราะว่าประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล แต่ใช้เวลามาตรฐานปักกิ่งที่เดียว ดังนั้น..บางทีปักกิ่งค่ำไปแล้ว แต่ว่าซินเจียงยังสว่างไสวอยู่เลย ระยะเวลาที่มีมาก ถ้าหากว่าคนเรารู้จักทำเพื่อตนเอง ก็จะมีเวลาในการทำงานมากขึ้น หรือว่ามีเวลาในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น

    ส่วนในเรื่องของเงินนั้น แม้ว่าประเทศจีนจะเน้นในเรื่องของการไม่ถือเงินสด แต่เท่าที่พิจารณาดู บรรดาเมืองไกล ๆ ต่าง ๆ ของซินเจียงนั้น ถ้าเราควักเงินสดให้ รู้สึกว่าพ่อค้าแม่ค้าจะดีใจมากกว่าการไปสแกน โดยเฉพาะการที่เราสแกนจ่ายนั้น บางทีทำให้เราจ่ายเงินมากโดยไม่รู้ตัว ?!

    การจ่ายเงินสด อย่างไรก็จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม พ้นมือไปกี่สตางค์เรารู้ แต่การสแกนจ่าย บางทีอย่างซื้อหยกทีหนึ่งราคาหลายพันหรือเป็นหมื่นหยวน แค่สแกนกดปุ่มรับรอง เงินหายไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว..!
    การสแกนจ่ายจึงทำให้หลายคนเกิดความฟุ่มเฟือย จับจ่ายใช้สอยโดยขาดสติ เพราะว่าไม่เห็นตัวเงินพ้นมือไป ก็เลยไม่รู้สึกเสียดาย..!

    ส่วนต่าง ๆ ที่เราควรเลียนแบบอย่างยิ่ง ก็คือการปรับปรุงสถานที่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เขาพยายามทำในสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปก็มี เพียงแต่ว่าเขาทำให้มีมากกว่า อย่างดอกลาเวนเดอร์ ต่างประเทศก็มีมากมาย แต่คนจีนเอาไปปลูกไว้ที่เดียวกันเป็นหมื่น ๆ ไร่ กลายเป็นจุดดึงดูดเหมือนถนนสายต้นไม้แถวบ้านเรา ก็คือที่ไหนมีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ หรือว่ามีต้นลมแล้ง หรือว่าราชพฤกษ์ พอถึงเวลานักท่องเที่ยวก็แห่กันไปเช็คอินถ่ายรูป จึงไม่ต้องไปคิดถึงว่า สถานที่ของเขานั้นคนมากหรือน้อยเป็นประการใด ?

    "อาโจว" ที่เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นบอกว่า คนไปชมทุ่งลาเวนเดอร์ อย่างไม่มี ๆ วันหนึ่งก็เป็นหมื่นคน เพราะว่าเขาจะเก็บสถิติจากการขายตั๋ว ตลอดจนกระทั่งสายรัดข้อมือของเขา ซึ่งตอนแรก กระผม/อาตมภาพก็ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อมีตั๋วแล้ว ทำไมต้องใส่สายรัดติดตามตัวด้วย ? ตอนแรกคิดว่าน่าจะอยู่ในลักษณะควบคุมไม่ให้เราไปเดินลุยทุ่งดอกไม้ของเขาส่งเดช แต่พอเอาเข้าจริงแล้วน่าจะไม่ใช่ เนื่องเพราะว่าบางทีนักท่องเที่ยวก็ลุยมั่วไปหมด เกิดมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย อาการกำเริบล้มลงไป ไม่ต้องหากันเลยว่าอยู่ตรงไหน ?! จึงน่าจะเป็นการติดตามตัวเพื่อที่ถึงเวลาจะได้หาตัวได้ง่าย ไม่อย่างนั้นทุ่งดอกไม้เป็นหมื่น ๆ ไร่ ล้มลงไปก็ไม่รู้ว่าจะไปงมหาอย่างไร ?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,156
    ค่าพลัง:
    +26,947
    แล้วในส่วนของการบริการต่าง ๆ ของเขา รัฐบาลจีนบังคับว่าในช่วงระยะรถวิ่ง ๒ ชั่วโมง อย่างน้อยจะต้องมีห้องน้ำสาธารณะ ที่มากพอจะรองรับคนจำนวนเป็นร้อยได้ จึงมีบรรดาพ่อค้าหรือเศรษฐีไปลงทุนสร้าง อยู่ในลักษณะเหมือนกับช็อปปิ้งมอลล์หรือห้างสรรพสินค้า ก็คือคนที่แวะไปเข้าห้องน้ำ อย่างไม่มีก็ต้องซื้อโน่นซื้อนี่บ้าง โดยเฉพาะพวกน้ำหรืออาหาร แล้วไหนยังจะมีข้าวของที่ระลึกต่าง ๆ อีกมากมาย

    ดูแล้วว่าการบังคับให้เปิดห้องน้ำนั้นมีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน แถมหลายต่อหลายแห่งก็ยังทันสมัยจนนึกไม่ถึง อย่างเช่นว่าแค่เรามองก็รู้ว่าห้องน้ำเป็นร้อย ๆ นั้นห้องไหนว่างบ้าง เนื่องเพราะว่าจะเป็นแผงอิเล็กทรอนิกส์ ห้องไหนมีคนเข้าก็ขึ้นไฟแดง ห้องไหนไม่มีก็ขึ้นไฟเขียวไว้

    แต่ส่วนที่แก้ไม่ได้เลยก็คือคนจีนอยู่ที่ไหนก็สูบบุหรี่ แม้กระผม/อาตมภาพเอง เขามาแนะนำตัว สิ่งแรกที่ทำก็คือยื่นบุหรี่ให้ กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า ถ้าคนจีนจะแนะนำตัวพูดคุยกับใคร สิ่งแรกก็คือส่งบุหรี่ไปก่อน รถหรือว่าที่พักจึงมีแต่กลิ่นบุหรี่เสียเป็นส่วนมาก ถ้าหากว่าใครแพ้บุหรี่ก็เป็นอันว่าสวัสดี..ไม่ต้องไปไหนกันเลย..!

    อีกส่วนหนึ่งสำหรับท่านที่จะไปประเทศจีนก็คือ ไม่มีที่ไหนไม่ต้องเดิน อย่างไม่มี ๆ ก็เดินหลายร้อยเมตร หรือบางที่ก็อาจจะเดินหลายกิโลเมตร จนบางทีกระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยว่า มาตรฐานการวัดระยะของจีนกับไทยน่าจะต่างกันมาก อย่างเช่นมัคคุเทศก์เขาบอกว่าเดินประมาณ ๒๐๐ เมตร กระผม/อาตมภาพเดินไป ๒ กิโลเมตรยังไม่ถึงเลย..!

    ใครจะไปเมืองจีนถ้ารู้ว่าไม่แข็งแรงพอที่จะเดินไกลหลาย ๆ กิโลเมตรก็อย่าพยายามไป จะพาให้เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่นเสียเปล่า ๆ ญาติโยมที่ไปด้วยซึ่งมีแก็ดเจ็ตวัดระยะทางในการเดินบอกว่า อย่างไม่มี ๆ วันหนึ่งก็เดิน ๒๐,๐๐๐ กว่าก้าว ถ้าหากว่าวันไหนเดินมากหน่อย ก็ถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าหรือ ๕๐,๐๐๐ ก้าว พวกท่านก็ลองไปคาดเดาเอาเองแล้วกันว่าเป็นระยะทางกี่กิโลเมตร ?!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...