คลังเรื่องเด่น
-
“ธรรม ๔ ประการ ของชีวิตคู่”( พระอาจารย์สุชาติ)
“ธรรม ๔ ประการ ของชีวิตคู่” พระอาจารย์สุชาติแนะวิธีการครองคู่ให้มีความสุขป้องกันการทำให้ครอบครัวแตกแยก
“ธรรม ๔ ประการ ของชีวิตคู่”
ถาม : กรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตคู่ต้องล้มเหลว เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
พระอาจารย์ : ชีวิตคู่ล้มเหลวมันอยู่ที่คนสองคนนั่นแหละ มันไม่อยู่ที่ใครหรอก ถ้าคนสองคนมีความจริงใจต่อกัน ต่อให้ฟ้าดินถล่มมันก็ไม่เลิกกันหรอก แต่ถ้าไม่จริงใจต่อกันมีใครมายุมาแย่หน่อยเดี๋ยวก็เลิกกันได้ ฉะนั้นตัวการสำคัญนี้อยู่ที่ใจของคนทั้งสองคน พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้ามีธรรม ๔ ประการแล้วจะอยู่ด้วยกันไปได้อย่างถาวร คือหนึ่งต้องมีจาคะ มีการเสียสละให้ต่อกันและกัน เอาใจกันและกัน ไม่ใช่เอาใจของตัวเอง จาคะ แล้วก็มีสัจจะมีความจริงใจมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ไปมีนอกใจไปมีคนอื่น แล้วก็มีขันติความอดทน เวลาเจอความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็ฟันฝ่ากันไปอยู่ด้วยกันไปไม่ทอดทิ้งกัน แล้วก็มีทมะความอดกลั้น เวลามีอารมณ์ไม่ดีเวลาเห็นเขาทำอะไรไม่ถูกใจก็ต้องอดกลั้นไว้อย่าระบายออกมา ต้องมีความเมตตาสูงให้อภัยกัน ถ้าอย่างนี้แล้วต่อให้ใครมายุยงมาสั่งมาห้ามอะไรก็ไม่มีวันที่จะทำให้ให้สองคนนี้แยกกันได้
แต่ถ้าไม่มีธรรมทั้ง ๔... -
คุณพระรัตนตรัย (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
คุณพระรัตนตรัย
…พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่จะเข้ามาถึงจัดว่าเป็น พ.ศ. ที่มีความวิกฤติที่สุดของชีวิตประเทศไทยในยุคนี้ เพราะว่าตกอยู่ในเขตที่มีความวิกฤติอย่างหนัก ความแปรปรวนเป็นไปของโลก ของชีวิตมนุษย์
อันนี้ก็ถือว่าเป็นปกติธรรมดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า โลกมีอันจะต้องฉิบหายไปในที่สุด ไม่มีอะไรทรงตัว ทีนี้สำหรับเราเหล่าพุทธบริษัท ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็น “พุทธมามกะ” คือ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ พระบาลีกล่าวว่า บุคคลผู้เข้าถึงพระรัตนตรัยย่อมจะไม่สลาย…คือจะต้องไม่พินาศไปด้วยอำนาจของโลกซึ่งเต็มไปด้วยความแปรปรวน ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ว่าสิ้นเวลา ๒,๕๐๐ ปีเศษ สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไป ๒,๕๐๐ ปีเศษ คือหลังจากกึ่งพุทธกาล ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี คือ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา โลกจะเต็มไปด้วยความวิกฤต ไฟจะตกจากอากาศ ไฟจะลุกในอากาศ ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ บรรดาคนจะมีความทุกข์ยากล้มตายเป็นอันมาก..”
และองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงกล่าวต่อไปอีกว่า “อานันทะ ดูก่อนอานนท์... -
เจตนาในการถวายทาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
เจตนาในการถวายทาน
การมาของบรรดาท่านพุทธบริษัทในวันธรรมสวนะนี้ รู้สึกว่าเป็นมหากุศล เพราะว่าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนมีการเตรียมตัวมาก่อน ว่าวันใดที่องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศเป็นวันธรรมสวนะ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็เริ่มตั้งใจไว้แต่ก่อนวันนั้นว่า วันพรุ่งนี้หรือวันมะรืนนี้จะเป็นวันพระ เป็นวันธรรมสวนะ คือวันฟังธรรม เราตั้งใจจะไปบำเพ็ญกุศลที่วัดนั้น ในสถานที่นี้เป็นต้น
การที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งใจไว้ก่อนอย่างนี้ สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่าเป็น “ปุพพเจตนา”
คำว่า “ปุพพเจตนา” แปลว่า ตั้งใจไว้ก่อน ว่าเราจะไปทำความดี คือทำบุญ คำว่า “บุญ” นั้นก็แปลว่า ดี
ถึงวันนั้นก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์ ก็จัดแจงวัตถุทั้งหลายที่มีประโยชน์ในการบำเพ็ญกุศล ตั้งใจไปทำบุญในวันนั้น และการจะทำบุญในครั้งนั้น ก็เต็มไปด้วยความเต็มใจ อย่างนี้เรียกว่า “มุญจเจตนา” คือตั้งใจในปัจจุบันว่าเราจะได้บุญ
หลังจากที่ทำบุญทำกุศลแล้ว ก็มีความปลื้มใจอย่างนี้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่าเป็น “อปรเจตนา” และ “อปราปรเจตนา” นี้หมายความว่า... -
“ความไม่สมหวัง จะทำให้ค่าของใจเพิ่มพูนขึ้น” ( สมเด็จพระญาณสังวร )
“ความไม่สมหวัง จะทำให้ค่าของใจเพิ่มพูนขึ้น”
” .. ผู้ไม่สมหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วเกิดความทุกข์เพราะความไม่สมหวังนั้น มีวิธีคิดที่น่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจของตนอย่างที่สุด คือคิดว่า “ถ้านำความไม่สมหวังนั้นมาเป็นทางดำเนินไปถึงความมีค่าเพิ่มพูนขึ้นของจิตใจ” ก็จะได้ประโยชน์กว่า ถ้าสมหวังแล้วจิตใจไม่มีค่าขึ้น คือไม่ดีขึ้นกว่าระดับเดิม
“ความไม่สมหวังจะทำให้ค่าของจิตใจเพิ่มขึ้นอย่างไร” มีอธิบายดังนี้ “ถ้าความไม่สมหวังเกิดขึ้น แล้วทำสติให้รู้ทันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น” อยากให้ไม่เกิดขึ้นเช่นนั้น แต่อยากให้เกิดเป็นอีกอย่างหนึ่งคือเป็นความสมหวัง เช่นนี้นับว่า “เป็นการเพิ่มค่าให้แก่จิตใจ คือทำให้จิตใจปล่อยวางได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นได้”
แม้เพียงในเรื่องเดียวก็นับว่าเป็นการดีอย่างยิ่งของจิตใจ “ทำให้จิตใจดีขึ้น เพิ่มค่าขึ้น” ดังนั้นเมื่อความไม่สมหวังเกิดขึ้นในเรื่องใด แทนที่จะปล่อยใจให้ต่ำลงเพราะความเสียใจ ก็ควรรีบคิดเสียในทันที่ว่า “ค่าของใจสำคัญกว่าความสมหวัง” ไม่ว่าในเรื่องยิ่งใหญ่เพียงใดทั้งนั้น... -
สะสมบุญ..สะสมความดี(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙)
สะสมบุญ..สะสมความดี’
“…กิจการทุกอย่างรวมทั้งการดำรงชีวิตที่ดีจะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา และการปรับปรุงตัวนี่จะต้องมีความเพียรและความอดทนเป็นที่ตั้ง
ถ้าคนเราไม่มีความเพียร ไม่มีความอดทน ก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย
เมื่อท้อใจไปแล้วไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ นอกจากจะเป็นคนที่เคราะห์ดีเหลือเกิน หรืออย่างที่เขาว่ากันว่า คนนี้เขาฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ด้วยดี เขาไม่ได้ทำอะไรเลย..เขากินบุญเก่า
เราทำบุญมาถึงมีชีวิตขึ้นมาได้ มีกินมีอยู่ มีทางที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนโดยดี เรากินบุญเก่า…เราจะต้องสร้างต่อไปเพื่อที่จะไม่ให้บุญที่กินนี่หมดไป…
…เพราะว่าถ้าคนเราไม่สร้างบุญต่อไป..คือทำความดี ย่อมหมดเช่นเดียวกับเราสะสมอาหารเอาไว้สำหรับไม่ให้อด แต่ว่าถ้าเราไม่หากินต่อไป..ไม่หาอาหารมา… อาหารที่สะสมเอาไว้ก็ย่อมหมดไป..แล้วเราก็ผอมโซและอดตาย…
ฉะนั้น…ความรู้..หรือความสามารถ..ความดีทั้งหลาย เราต้องสะสม และเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ ถึงจะสามารถที่จะมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ถ้าขาดอาหารเราก็ผอมลง..หิว..เป็นทุกข์…
…ถ้าทำดี..ทำสิ่งที่สุจริตด้วยความสามารถ..ด้วยความอดทนพากเพียร เราอาจจะไม่ผอมโซ... -
พระเมรุมาศจำลอง 85 แห่ง ทั่วประเทศ เสร็จ 100% แล้ว
ความคืบหน้า ในการเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่คนทั้งประเทศมองเห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ การสร้างพระเมรุมาศจำลอง 85 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งวันนี้นับได้ว่า เสร็จสิ้นแล้วทั้ง 85 แห่งทั่วประเทศ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชานุญาตให้รัฐบาลจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง 85 แห่ง เพื่อให้คนไทยทุกคน ได้มีส่วนร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ออกแบบอย่างงดงามและสมพระเกียรติ เช่นเดียวกับพระเมรุมาศจริง โดยให้แผนกสถาปนิกในพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมศิลปากร ได้ร่วมกันจัดทำแบบก่อสร้างจำลองขึ้น
รูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยรูปทรงบุษบก 7 ชั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 เมตร สูงจากพื้น 45 เซนติเมตร มีองค์พระเมรุมาศตั้งอยู่กึ่งกลาง ขนาด 4.50 คูณ 4.50 เมตร ความสูงรวมฐานประมาณ 22.35 เมตร ซึ่งมีกำหนดต้องสร้างให้เสร็จสินทั้งหมด ตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2560
กรุงเทพฯ จะมีพระเมรุมาศจำลองทั้งหมด 9 แห่ง ที่พิเศษสุด คือ พระเมรุมาศจำลองที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต เป็นพระเมรุมาศจำลององค์เดียวที่ทำจากไม้สักทองทั้งหลัง... -
ท้องฟ้าเหนือ “กรุงลอนดอน” เปลี่ยนเป็นสีเหลืองผิดปกติ
ท้องฟ้าเหนือกรุงลอนดอนแปรเปลี่ยนเป็นโทนสีเหลืองผิดปกติ หลังพายุโอฟีเลียพัดฝุ่นทรายจากซาฮารา และควันจากเหตุไฟป่าโปรตุเกส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ท้องฟ้าเหนือกรุงลอนดอนกลายเป็นสีเหลือง หลังจากที่พายุโอฟีเลียได้พัดพาเอาฝุ่นทรายจากทะเลทรายซาฮาราในแอฟริกาเหนือ และควันไฟจากไฟป่า ที่เกิดขึ้นในโปรตุเกสและสเปนทางตอนใต้ของยุโรปเข้าสู่เกาะอังกฤษ ขณะที่ได้บดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ชาวลอนดอนต่างประหลาดใจต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว และได้พากันแชร์รูปในสื่อออนไลน์
ทั้งนี้ พายุโอฟีเลียได้ลดระดับความรุนแรงจากพายุเฮอร์ริเคนในวันนี้ แต่ก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายในไอร์แลนด์ โดยพายุโอฟีเลีย นับเป็นพายุที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 50 ปี
โฆษกสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษกล่าว “ตอนที่โอฟีเลียเคลื่อนตัวมาจากกลุ่มเกาะอะโซร์ส พายุลูกนี้หอบเอาฝุ่นทะเลทรายซาฮารามาจากแอฟริกาเหนือด้วย เช่นเดียวกับฝุ่นจากไฟป่าในสเปนและโปรตุเกส สีเหลืองนี้มาจากฝุ่นที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ และองค์ประกอบสีน้ำเงินของแสงอาทิตย์กระเจิงออกไปเพราะฝุ่น แต่องค์ประกอบสีแดงลอดผ่านมาได้ ดังนั้นแสงอาทิตย์จึงแดงกว่าเดิม... -
อย่าหลงสมาธิอย่างเดียว
...ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์ พรหมโลก นิพพานนั้น (เอาแน่เอานอนไม่ได้) เพราะถ้าก่อนตายมีทุกขเวทนามาก จิตอาจจะทรงอารมณ์ไม่อยู่ ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย อาจจะไปอบายภูมิ คือนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉานได้ ตัวอย่างพระเทวทัต ท่านได้อภิญญาโลกีย์มีฤทธิ์มาก แต่ก่อนจะตายเกิดมีอารมณ์หลงผิดคิดประทุษร้ายพระพุทธเจ้า เมื่อตายแล้วลงอเวจีมหานรกไป พวกเราเองก็เหมือนกันถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิ ไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคอง ถ้าเมื่อเวลาตายเกิดมีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมมะอย่างอื่นเข้าประคองใจด้วย ธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นนี้ก็ได้แก่ กรรมบถ ๑๐ ประการ คือ
๑. ไม่ฆ่าสัตว์หรือไม่ทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก
๒. ไม่ลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขาไม่ให้ด้วยความเต็มใจ
๓. ไม่ทำชู้ในบุตรภรรยาและสามีของผู้อื่น (ขอแถมนิดหนึ่ง ไม่ดื่มสุราเมรัยที่ทำให้มึนเมาไร้สติ)
๔. ไม่พูดวาจาที่ไม่ตรงความเป็นจริง
๕. ไม่พูดวาจาหยาบคายให้สะเทือนใจผู้รับฟัง
๖.... -
ขมวดท้ายเป็นไปนิพพานได้ทุกกอง(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ขมวดท้ายเป็นไปพระนิพพานได้ทุกกอง
ถาม : มาฝึกกสิณตอนนี้รู้สึกว่าจะสายไปหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่มีคำว่าสาย พร้อมจะเริ่มเมื่อไรก็เอาเลย การปฏิบัติทุกอย่างลงมือเมื่อไรก็เป็นคุณแก่ตัวเมื่อนั้น
ถาม : ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น แล้วการที่มาเล่นกสิณนี่จะถูกทางไหมครับ ?
ตอบ : กรรมฐานทุกกองในกรรมฐาน ๔๐ หรือมหาสติปัฏฐานก็ตาม ถูกทางทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะขมวดปลายเป็นไหม ? เราเล่นกสิณพอถึงวาระสุดท้ายเราก็พิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณว่า รูปภาพกสิณจริง ๆ ก็มีความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แรก ๆ ก็เป็นภาพของอุคหนิมิตคือ เป็นรูปกสิณตามนั้น หลังจากนั้นมาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากสีเดิมก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กลายเป็นสีขาวจากสีขาวก็เจิดจ้าไป ถึงวาระสุดท้ายก็อธิษฐานให้มาก็ได้ให้ไปก็ได้ ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนแม้แต่อย่างเดียว
ถ้าเราตั้งความปรารถนาว่าจะให้ดำรงอยู่ตลอดกาลสมัย เราก็ประกอบไปด้วยความทุกข์ แล้วในที่สุดแม้กระทั่งตัวเราเองที่เป็นผู้ทรงกสิณอยู่เราก็ตาย ภาพกสิณที่เราเห็นก็สลายตัวได้ วัตถุที่เราเอามาทำเป็นดวงกสิณ ก็สลายตัวได้ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรดำรงอยู่ได้... -
ถ้าหากเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องปกติแล้ว เราจะหมดความกลัวทุกอย่างเลย
ถ้าหากเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องปกติแล้ว เราจะหมดความกลัวทุกอย่างเลย
(คุยกับพระ) ผมตามดูมาเป็นปี ๆ เรื่องกลัวตาย เช่น กลัวผี ผีหลอกแล้วจะทำอย่างไร ? ก็บีบคอเรา แล้วเราจะเป็นอย่างไร ? เราก็ตาย หรือเข้าป่ากลัวงูกัด กัดแล้วเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็ตาย ท้ายสุดมาลงที่ตายหมดเลย เพราะฉะนั้น..ผมเลยมาสรุปว่าความกลัวทั้งหมด ไม่ว่ากลัวจากภายในหรือภายนอก เกิดจากกกลัวตายอย่างเดียว
กลัวแล้วก็ปรุงแต่ง ผมไปนั่งกรรมฐานในป่าช้า พอดึก ๆ เสียงอะไรดัง จะได้ยินชัดมาก เราก็ฟัง..เสียงดังอย่างนี้เหมือนเสียงงูเลื้อย ตัวน่าจะโตประมาณนิ้วมือ ก็ถือไฟฉายจะไปส่องดู ที่ไหนได้...ยังไม่ทันได้ส่องเลย เกิดคิดแวบขึ้นมาว่า “ตัวขนาดนั้น ถ้ามีพิษเราโดนกัดก็ตายนะ” คราวนี้คิดไปใหญ่เลย “อาจจะใหญ่กว่าขนาดที่เราคิดไว้อีก” คิดไปเรื่อย ปรุงไปเรื่อย ประมาณชั่วโมงเดียวงูตัวนั้นใหญ่เท่าเสาเลย ก็คือจิตคิดปรุงแต่งเพิ่มไปเรื่อย
ในสถานการณ์จริงนั้นสิ่งที่เราซ้อมมายังใช้ไม่ได้ ยังเป็นแค่เราจำได้ ยังไม่ใช่ทำได้ เพราะฉะนั้น..เราจะทำอย่างไร ? เราก็สมมติสถานการณ์แล้วก็ซ้อมบ่อย ๆ เขาถึงได้บอกว่าต้องออกธุดงค์ ต้องเข้าป่า ต้องนอนป่าช้า... -
ชาวน่านแห่รับ ครูบาน้อย ถ้ำเชตวัน หลังตัดขาดโลก จำพรรษาในถ้ำ 3 ปี
เป็นความเชื่อและพลังศรัทธาของชาวน่าน สำหรับ ครูบาน้อย จ.น่าน หรือ พระญาณวิไชย ภิกขุ หรือ “ครูบาน้อย” แห่ง พุทธสถานถ้ำเชตวัน ต.สันทะ อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศตัดทางโลก 3 ปี เข้ากรรมฐานในถ้ำ ไม่พบใคร และ ไม่ให้ใครพบ
ซึ่งพบว่าในวันนี้ (15 ต.ค.) เมื่อเวลา 13.33 น. ครูบาน้อย ได้ออกถ้ำหลังจากจำพรรษา 3 ปี 3 เดือน 3 วัน โดยฉันแต่ผลไม้ และน้ำเท่านั้น ซึ่งพบว่าประชาชนได้เดินทางมารอรับจำนวนทำให้รถติดยาวเป็นกิโลเลยทีเดียว
รถติดเป็นกิโล!! ชาวบ้านแห่รับ 'ครูบาน้อย' หลังจำพรรษาในถ้ำ 3 ปี โดยไม่พบใครตัดขาดโลกภายนอก
ชาวบ้านชาวน่านแห่รับ ครนูบาน้อย ด้วยความเชื่อและแรงศรัทธา สำหรับ ครูบาน้อย จ.น่าน หรือ พระญาณวิไชย ภิกขุ หรือ “ครูบาน้อย” แห่ง พุทธสถานถ้ำเชตวัน ต.สันทะ อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศตัดทางโลก 3 ปี เข้ากรรมฐานในถ้ำ ไม่พบใคร และ ไม่ให้ใครพบและเมื่อวานที่ผ่านมา ครูบาน้อยนั้นได้ออกจากถ้ำ
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เวลา 13:33 ครูบาน้อย ได้ออกถ้ำหลังจากจำพรรษา 3 ปี 3 เดือน 3 โดยครูบาน้อยเองได้ฉันแต่ผลไม้และน้ำเท่านั้น... -
“ใครที่ถือวิสาสะบังอาจไปลบไปตัดไปทอนพระอภิธรรมและพระธรรมวินัย นั่นละมันจะลงนรก”หลวงตามหาบัว
“ใครที่ถือวิสาสะบังอาจไปลบไปตัดไปทอนพระอภิธรรมและพระธรรมวินัย นั่นละมันจะลงนรก”
(เทศนาโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
(เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓)
ศาสนาพุทธเรามีกฎมีระเบียบเรียบร้อย ไม่ว่าขั้นใดของประชาชนผู้เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ขั้นนี้ ๆ เป็นลำดับ ขั้นนี้เป็นแกงหม้อใหญ่ก็ควรให้เหมาะสมกับแกงหม้อใหญ่ อันนี้แกงหม้อเล็กก็เหมาะสมกับแกงหม้อเล็ก แกงหม้อจิ๋วก็เหมาะสมกับแกงหม้อจิ๋ว ธรรมพระพุทธเจ้าวางระเบียบเรียบไปหมดหาที่ต้องติไม่ได้
แต่ผู้ทำลายธรรมพระพุทธเจ้าก็คือพวกเราเสียเอง สำคัญตรงนี้นะ ท่านสอนให้ทำอย่างนั้นกลับทำอย่างนี้ ให้ทำอย่างนี้กลับไปทำอย่างนั้น มันเป็นข้าศึกของศาสนาก็คือพวกเรา และมิหนำซ้ำก็จะตัดทอนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ออกมาเป็นการประกาศไปก็ได้ มันเริ่ม ๆ มีแล้วเวลานี้ ที่จะทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าด้วยวิธีการต่าง ๆ มีเยอะ เอ้า ภายในวัดก็ทำลายอีกแบบหนึ่ง ส่วนมากเป็นวัดเป็นผู้ที่จะชี้แจงแสดงอรรถธรรมออกสู่ประชาชน
ถ้าทางวัดทางพระศึกษามาด้วยดี ปฏิบัติมาโดยชอบธรรมแล้วออกมาไม่ค่อยผิดพลาด ถ้าไปศึกษาเฉย ๆ ไม่สนใจกระทั่งว่าศีลเป็นยังไง ศีลเป็นยังไงไม่สนใจ... -
นักปฏิบัติด้วยกัน จะทราบภูมิธรรมของกันและกัน
นักปฏิบัติด้วยกัน จะทราบภูมิธรรมของกันและกัน
“…ในวงพระปฏิบัติระหว่างเพื่อนนักปฏิบัติด้วยกัน และระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ จะทราบภูมิของกันและกันได้ และทำให้เกิดความเคารพเลื่อมใสต่อกันมาก ย่อมทราบจากการสนทนาธรรมกันทางภาคปฏิบัติ เมื่อเล่าความจริงที่จิตประสบและผ่านไปสู่กันฟัง ย่อมทราบถึงภูมิจิตภูมิธรรมของผู้นั้นทันทีว่าอยู่ในภูมิใด
บรรดาศิษย์ที่ทราบภูมิของอาจารย์ได้ ย่อมทราบในขณะที่เล่าธรรมภายในจิตของตนถวายท่าน หรือเล่าตอนที่จิตติดขัดอยู่กับอารมณ์ที่ยังแยกจากกันไม่ออก ว่าจะควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร ถ้าอาจารย์เป็นผู้รู้หรือผ่านไปแล้ว ท่านจะต้องอธิบายเพิ่มเติมต่อจากที่ตนเล่าถวายท่านแล้วนั้น หรือชี้แจงตอนที่ตนกำลังติดขัดอยู่ ให้ทะลุปรุโปร่งอย่างไม่มีที่ขัดข้องต้องติใด ๆ เลย
อีกประการหนึ่ง ลูกศิษย์เกิดความสำคัญตนผิด คิดว่าตนผ่านพ้นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่ท่านทราบว่าเป็นความเห็นที่ยังไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ท่านผู้เห็นมาโดยถูกต้อง ท่านจำต้องอธิบายเหตุผลและชี้แจงให้ฟังตามจุดที่ผู้นั้นสำคัญผิด จนยอมรับเหตุผลอันถูกต้องจากท่านเป็นตอน ๆ ไป จนถึงที่ปลอดภัย
เมื่อต่างได้สนทนากันตามจุดต่าง ๆ แห่งธรรม... -
"ความขยันหมั่นเพียร เป็นยอดแห่งธรรม"
"ความขยันหมั่นเพียร เป็นยอดแห่งธรรม"
" .. ความขยันหมั่นเพียร เป็นยอดแห่งธรรม คำว่า "ความขยั่นหมั่นเพียร มีทั้งภายนอก ภายใน"
"ภายนอกนั้น" ผู้ที่เป็นนักบวช ก็ต้องขยันหมั่นเพียรในการปัดกวาดเช็ดถู แต่ก่อนอื่นที่จะปัดกวาดนั้น ต้องพร้อมเพรียงกันถางหญ้าดายหญ้าในบริเวณวัดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในฤดูกลางพรรษา ไม่ว่าวัดใดย่อมมีหญ้าขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อได้รับอุบายนี้เมื่อไรแล้ว ให้เณรทุกรูปศิษย์วัดทุกคน ลุกขึ้นจับจอบดายหญ้า พระทุกรูปก็ลุกขึ้นปัดกวาดพร้อมกันไป ให้เห็นว่าเป็นกิจของส่วนรวมของหมู้คณะ อย่านั่งดูดายเป็นอันขาด
"ส่วนความขยันหมั่นเพียรภายในนั้น" ได้แก่ การท่องบ่นสาธยาย ศึกษาเล่าเรียน ฟังเทศน์ฟังธรรม กราบพระทำวัตรเช้าเย็น สวดมนต์ภาวนา ท่องคาถา นั่งสมาธิไม่ให้ขาด กลางวัน ๒ ชั่วโมง กลางคืน ๒ ชั่วโมง
"ส่วนการตั้งจิตนั้น ให้กำหนดลมหายใจ เมื่อหายใจเข้าก็ให้มีสติว่านี่ลมหายใจเข้าไป เมื่อลมหายใจออก ก็ให้มีสติว่านี่ลมหายใจออก" ไม่ให้ลืมเป็นอันขาด จงเลียนแบบลมหายใจตั้งแต่เราเกิดมาไม่เห็นมันหยุดสักที
"ถ้าหากลมหายใจหยุด เราก็ตายเป็นผีเฝ้าปฐพีเท่านั้นเอง"... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระพหุปุตติกาเถรีผู้ถูกบุตรธิดาทอดทิ้ง
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระพหุปุตติกาเถรีผู้ถูกบุตรธิดาทอดทิ้ง
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระพหุปุตติกาเถรี ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 115 นี้
ครั้งหนึ่ง ในนครสาวัตถี มีตระกูลหนึ่ง มีบุตรชาย 7 คนและบุตรสาว 7 คน บุตรชายและบุตรสาวทั้ง 14 คนเมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ได้แต่งงานและดำรงครอบครัวมีความสุขตามอัตภาพ ต่อมา บิดาของคนเหล่านั้นได้เสียชีวิตลง มารดาก็ยังเก็บสมบัติทั้งหมดเอาไว้โดยที่มิได้แบ่งให้แก่บุตรชายและบุตรสาวแต่อย่างใด บุตรชายและบุตรสาวทั้งหลายต่างต้องการมรดกจึงได้กล่าวกับมารดาว่า “จะมีประโยชน์อะไรที่แม่ต้องเก็บมรดกนี้ไว้ แม่ควรแบ่งมรดกให้แก่พวกเรา พวกเราก็จะช่วยกันคอยดูแลแม่” พวกบุตรชายและบุตรหญิงต่างช่วยกันพูดกรอกหูมารดาอยู่ทุกวัน จนฝ่ายมารดาเชื่อว่าพวกเขาจะเลี้ยงดูตน นางจึงตัดสินใจแบ่งมรดกทั้งหมดให้แก่บุตรและธิดา โดยที่มิได้เก็บส่วนใดไว้สำหรับตนเองเลย
หลังจากที่ได้แบ่งมรดกกันไปเรียบร้อยแล้ว นางผู้มารดาก็ได้ไปอยู่กับบุตรชายคนหัวปีเป็นคนแรก ลูกสะใภ้คนโตได้บ่นว่า “คุณแม่มาอยู่กับพวกเราที่นี่ ราวกับว่าแบ่งมรดกให้เรา 2 ส่วน กระนั้นแหละ”... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน นางกิสาโคตมีหาเมล็ดผักกาด
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน นางกิสาโคตมีหาเมล็ดผักกาด
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางกิสาโคตมี ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 114 นี้
นางกิสาโคตมี เป็นธิดาของตระกูลเก่าแก่แห่งกรุงสาวัตถี ที่นางได้ชื่อว่า “กิสาโคตมี” เพราะมีรูปร่างบอบบาง นางแต่งงานกับบุตรเศรษฐี และให้กำเนิดบุตร 1 คน ต่อมาบุตรนั้นได้เสียชีวิตในช่วงที่กำลังหัดเดิน นางมีความเศร้าโศกเสียใจมีความอาลัยในบุตรมาก นางได้อุ้มบุตรที่เสียชีวิตนั้น เที่ยวตระเวนไปถามผู้คนบ้านโน้นบ้านนี้ ว่าจะต้องใช้ยาชนิดใดถึงจะรักษาบุตรให้กลับมามีชีวิตดังเดิมได้ ผู้คนที่เห็นต่างเข้าใจว่านางวิกลจริต แต่ก็มีบุรุษเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เห็นนางแล้วคิดว่า “หญิงผู้นี้คงจะคลอดบุตรท้องแรก ไม่เคยเห็นคนตายมาก่อน ควรที่จะให้ความช่วยเหลือด้วยการแนะนำแนวทางที่ถูกที่ควรให้” เขาจึงได้กล่าวกับนางว่า “แม่หนู ฉันไม่รู้จักยาที่จะรักษาบุตรของนางหรอก แต่ฉันพอรู้จักคนผู้รู้จักยานั้น” “ผู้นั้นคือใครล่ะคะ” “พระศาสดานะสิ นางจงไปถามพระองค์เถิด” นางจึงเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาและทูลถามถึงยาที่จะนำมาใช้รักษาบุตรของนางให้กลับฟื้นคนคืนชีพดังเดิม... -
ทรงซ้อมริ้วขบวน ‘พระเทพฯ-พระองค์หญิง’ทรงร่วมฝึกเสมือนจริง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงร่วมซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ” ทรงม้านำซ้อมริ้วขบวนที่ 6 เชิญพระบรมราชสรีรางคาร “ปชช.” เนืองแน่นแห่ชม ทั่วประเทศจัดอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศล
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. เวลา 08.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงร่วมฝึกซ้อมย่อยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมเสมือนจริงเป็นครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยทรงริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วขบวนที่ 1-3 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ
ทั้งนี้ การซ้อมริ้วขบวนครั้งนี้ เป็นการซ้อมริ้วขบวนที่ 1-3 และริ้วขบวนที่ 6 จากทั้งหมด 6 ริ้วขบวน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ และกำลังพลจากกรมสรรพาวุธ และกองทัพภาคที่ 1 จำนวนกว่า 3,000 นาย และมีราชสกุล ข้าราชบริพาร รวมทั้งผู้ถวายงาน... -
ทรงสอนให้ปรับปรุงตัวตลอดเวลา ( พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช )
“ การดำรงชีวิตที่ดี...จะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา
การปรับปรุงตัว จะต้องมีความเพียร
และความอดทนเป็นที่ตั้ง
ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร ...ไม่มีความอดทน
ก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้ว
...ไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ...”
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานแก่ครูและนักเรียน โรงเรียนจิตรลดา ๒๗ มีนาคม ๒๕๒๓
********************************************************************** -
สมาธิเล็กน้อย ก็ไปนิพพานได้..
สมาธิเล็กน้อย ก็ไปนิพพานได้..
จากหนังสือ. พระคุณพ่อ พระราชพรหมยาน ( ครบรอบ 100 ปีเกิด) -
ปฏิบัติง่ายๆ ไปง่ายๆ
ปฏิบัติง่ายๆ ไปง่ายๆ
จากหนังสือ พระคุณพ่อ พระราชพรหมยาน (ครบรอบ 100 ปีเกิด) -
ทำบาปมาก จะไปนิพพานอย่างไร..
ทำบาปมาก จะไปนิพพานอย่างไร..
จากหนังสือ พระคุณพ่อ พระราชพรหมยาย (ครบรอบ 100 ปีเกิด) -
วิธีนั่งสมาธิ โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระปรมาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน องค์ท่านเมตตาสอนว่า “การบำรุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบำรุงรักษาตนคือใจเป็นเยี่ยม จุดที่เยี่ยมยอดของโลกคือใจ ควรบำรุงรักษาด้วยดี ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจตนแล้วคือเห็นธรรม รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้วคือถึงพระนิพพาน ใจนี่แลคือสมบัติอันล้นค่า จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจ คือไม่สนใจปฏิบัติต่อใจดวงวิเศษในร่างนี้ แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติก็คือผู้เกิดผิดพลาดนั่นเอง”
การนั่งสมาธิภาวนา คือการทำจิตใจของตนให้ตั้งมั่น ชำระจิตใจของตนให้ผ่องใส ทำใจให้สงบสบาย หลวงปู่มั่น องค์ท่านกล่าวว่า “การภาวนา คือการอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผล อรรถธรรม รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวเองและสิ่งทั้งหลาย ไม่ให้จิตผาดโผนโลดเต้นแบบไม่มีฝั่งมีฝา ยึดการภาวนาเป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งของใจให้อยู่ในเหตุผล อันจะเป็นทางแห่งความสงบสุขใจ ที่ยังมิได้รับการอบรมจากการภาวนา”
ก่อนอื่นที่เราจะนั่งสมาธิภาวนา ให้หาสถานที่อันเป็นมุมสงบ นั่งเข้าที่เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น ไม่เอียงซ้ายนัก ไม่เอียงขวานัก ไม่ก้มนัก ไม่เงยนัก... -
มรรค 8 ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ
มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง
แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิต หรือ กาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอจนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือดแห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสายกลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
คำว่า มรรค แปลว่า ทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ไปสู่ความเป็นอิสระ หลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชชา มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือกฟั่นแปดเกลียว
มรรคมีองค์แปด คือ :-
1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเข้าใจถูกต้อง
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความใฝ่ใจถูกต้อง
3. สัมมาวาจา คือ การพูดจาถูกต้อง
4. สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำถูกต้อง
5. สัมมาอาชีวะ คือ การดำรงชีพถูกต้อง
6. สัมมาวายามะ คือ ความพากเพียรถูกต้อง
7. สัมมาสติ คือ... -
" หลวงพ่อคง วัดเขาสมโภชน์ " แม้จะละสังขารไปนาน แต่ร่างก็ไม่เน่าเปื่อย
หลวงพ่อคง จตฺตมโล พระอรหันต์ร่างทอง สังขาร ไม่เน่าไม่เปื่อย
ชาติกำเนิด ท่านมีนามเดิมว่า คง นามสกุล บุญเอก ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู ณ หมู่บ้านโนนพุดซา ตำบลกระชอน อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โยมบิดา มีนามว่า ดี โยมมารดา มีนามว่า แจ้งอาชีพกสิกรรมทำนาทำไร่ เป็นบุตรคนที่ ๒ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ๙ คน
การศึกษา
ในปฐมวัยหลวงพ่อเคยเป็นเด็กวัด หัดเรียนเขียนอ่าน อักษรขอมอักษรไทย และต้องคอยรับภาระช่วยบิดามารดา ในการประกอบอาชีพกสิกรรมทำไร่ไถนา เมื่ออายุ ครบกำหนด ๒๐ ปี ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรมอยู่เป็นเวลา ๓ พรรษา จึงได้ขออนุญาต โยมบิดามารดา เพื่อเดินทางมาศึกษาต่อที่พระนคร แต่ท่านก็ไม่ได้รับอนุญาต
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔
ได้มีพระคุณเจ้า หลวงพ่อพระมหาธนิต ปญฺญาปสุโต ปธ. ๙ นักวิปัสสนาจารย์ชื่อดังได้เดินธุดงค์มาได้เข้าจำพรรษา สอนวิปัสสนากรรมฐาน แก่อุบาสกอุบาสิกาที่อยู่วัดบัวใหญ่ ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้น้อมกายใจ เข้ารับการปฏิบัติธรรม เจริญวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงพ่อพระมหาธนิต... -
"หัวใจของคนไทยทั้งชาติ" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"หัวใจของคนไทยทั้งชาติ"
" .. "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจของชาติไทยเรา" ให้พากันจำเอาไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี "นี้คือหัวใจของชาติไทยเรา" ให้พากันเทิดทูน
อย่าพากันดูถูกเหยียดหยามทำลาย เช่นอย่างจะทำลายจะไม่ให้มีพระเจ้าอยู่หัว คนเกิดมาแล้วพ่อแม่ตายหมด มีแต่ลูกกำพร้าหยิมแหยม ๆ มันใช้ไม่ได้นะ สกุลใดที่มีคนคับแคบอยู่ในบ้านนั้นเมืองนั้นแล้วสกุลนั้นไม่เจริญ สกุลใดที่มีความกว้างขวาง มีจิตใจอันกว้างขวาง พิจารณารอบคอบเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวมผู้นั้นเป็นผู้ดี
นี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา "คือหัวใจของคนไทยทั้งชาติ" ให้พากันทะนุถนอม อย่าพากันไปทำลาย มีแต่ลูกหยอมแหยม ๆ พ่อแม่ผู้ให้ความร่มเย็นไม่มีมันไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรต้องรักษาส่วนใหญ่เอาไว้
ในประเทศไทยเราก็คือ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นี่คือหัวใจของชาติให้พากันเคารพเทิดทูน" อะไรที่เป็นหลักใหญ่ของชาติของส่วนรวมให้พากันรักษา พากันเทิดทูน อย่าพากันทำลายโดยอวดดี .. "
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน... -
จมกว่าครึ่งคัน! น้ำท่วมลานจอดรถคอนโดหรู – หมอชิต มีน้ำขัง
14 ตุลาคม 2560
ฝนถล่มหนักกลางดึก น้ำท่วมลานจอดรถคอนโดหรู ย่านอารีย์ จมกว่าครึ่งคัน – ถนนหลายสายในพื้นที่กทม. ยังมีน้ำท่วมขัง
ผู้ใช้เฟซบุ๊คของ JS100 Radio โพสต์ภาพน้ำท่วมคอนโดแห่งหนึ่ง ย่านอารีย์ #น้ำท่วม โดยเป็นภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ฝนตกหนักตลอดทั้งคืนในพื้นที่กทม. จนทำให้น้ำไหลทะลักท่วมรถยนต์ที่จอดอยู่สูงกว่าครึ่งคัน
@chalida044 : 08:12 น้ำท่วมถนนวิภาวดี ถ่ายบนโทวเวย์รังสิต
@bee_charu : อโศกมนตรี ณ เวลานี้ 08:20 น.
@SANOOKBOY : 08:19 ทางเข้าสยามจากฝั่งหน้า MBK น้ำท่วมและมีการปิดไม่ให้รถเข้าด้วยนะครับ
@netpnetp : สถานีขนส่งหมอชิต 08.15 น.
ขอบคุณที่มา
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/776985 -
น้ำท่วมหนักดินแดง รถหนีน้ำจอดเต็มสะพานข้ามแยก
จากกรณีที่ฝนตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำท่วมขังบนถนนและซอยหลายสาย อาทิ ดินแดง, วิภาวดีรังสิต, ลาดพร้าว, จตุจักร, สุขุมวิท, เพชรเกษม, เอกมัย, พระราม 4, นราธิวาสราชนครินทร์, พระราม 9, รัชดา, สีลม, พญาไท, พระราม 1
โดยเฉพาะถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งแต่ช่วงโรงพยาบาลวิภาวดีจนถึงดินแดง มีน้ำท่วมขังสูงกว่า 60 เซนติเมตร ทั้งขาเข้าและขาออก ทำให้รถเล็กไม่สามารถใช้งานได้ มีรถจอดติดจำนวนมากอีกทั้งมีรถยนต์ส่วนบุคคลจอดเสียเป็นระยะๆ โดยเฉพาะช่วง 5 แยกลาดพร้าว ซึ่งมีการก่อสร้างตลอดเส้นทาง
ล่าสุดเพจ JS100 Radio รายงานว่า 08:50 สภาพน้ำท่วมบริเวณโบสถ์แม่พระ ดินแดง ภาพจาก : Chatter Visaratanunta
ขอบคุณที่มา
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_569230 -
พระธรรมคำสอน สมเด็จองค์ปฐม เรื่ิอง กฎของกรรม
พระธรรมคำสอน "สมเด็จองค์ปฐม"
ขึ้นชื่อว่ากฎของกรรม ไม่มีการให้ผลนั้นไม่มี
ถ้าตราบใดผู้ก่อกรรมนั้นๆ ยังมีการจุติอยู่
และไม่มีการเข้าถึงพระโสดาบันเพียงใด
อบายภูมิ ๔ ยังเปิดรับอยู่เสมอ
แม้บรรลุพระโสดาบันแล้ว ตราบใด
ที่ยังมีร่างกายอยู่ ยังมีการจุติอยู่
กฎของกรรมทั้งความดีและความชั่ว
ก็ยังให้ผลอยู่ เพียงแต่ปลอดจากการ
ไปสู่อบายภูมิ ๔ เท่านั้น
จนกว่าจิตดวงนั้นจักมีบารมี ๑๐ เต็ม
เป็น ๓๐ ทัศ และมีพรหมวิหาร ๔ เต็ม
เป็นอัปปมัญญา ตัดสังโยชน์ ๑๐
ขาดสะบั้นแล้ว ทิ้งอัตภาพของขันธ์ ๕
หรือกาย พรหมและเทวดา อันเป็น
ภพชาติสุดท้ายแล้ว
จิตเคลื่อนสู่พระนิพพาน ดินแดน
เอกันตบรมสุขเท่านั้น จึงจักได้ชื่อว่า
พ้นจากกฎของกรรมทั้งปวง
สัพเพ ธัมมา อนัตาติ
จากหนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น
พล.ต.ท.สมศักดิ์ สืบสงวน รวบรวม
**************************************************************** -
"ทรงห่วงใยประเทศชาติ ประชาชน"
"ทรงห่วงใยประเทศชาติ ประชาชน"
" .. เมื่อปี ๒๕๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.๙) สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถและทูลกระหม่อมสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปกราบนมัสการ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ถึงวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในคราวพระราชทานผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ครั้งแรก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.๙) ทรงนมัสการถามหลวงปู่ฝั้น มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า ..
พระราชปุจฉา: "ทำอย่างไรประเทศชาติ ประชาชนจะอยู่ดีกินดี มีความสามัคคีปรองดองกัน"
หลวงปู่ฝั้น: "ให้เข้าหาพระศาสนา เพราะศาสนาสอนให้ละชั่ว กระทำความดี ทำใจให้ผ่องใส"
พระราชปุจฉา: "คนส่วนมากทำดี คนส่วนน้อยทำชั่ว จะทำให้คนส่วนมากเดือดร้อนไหม ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้"
หลวงปู่ฝั้น: ขอถวายพระพร "ทุกวันนี้คนไม่รู้ศาสนา จึงเบียดเบียนกัน" ถ้าคนเรานึกถึงคนแล้วก็ไม่เบียดเบียนกัน เพราะต้องการความสุขความเจริญ คนอื่นก็เช่นกัน คนทุกวันนี้เข้าใจว่า "ศาสนาอยู่กับวัด อยู่ในตู้ ในหีบ ในใบลาน อยู่กับพระพุทธเจ้าประเทศอินเดียโน่น" จึงไม่สนใจ
บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวาย มองหน้ากันไม่ได้ "ถ้าคนเราถือกันเป็นบิดามารดา...
หน้า 354 ของ 441