คลังเรื่องเด่น
-
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน นางปฏาจาราผู้พลัดพรากสู่พระอรหันต์
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน นางปฏาจาราผู้พลัดพรากสู่พระอรหันต์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระปฏาจาราเถรี ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 113 นี้
นางปฏาจารา เป็นธิดาเศรษฐีผู้มีสมบัติ 40 โกฏิในกรุงสาวัตถี เป็นหญิงรูปงามมาก ในตอนที่นางมีอายุ 16 ปี แม้ว่ามารดาบิดาจะเคร่งครัดมากถึงกับกักตัวให้ไปอยู่บนปราสาท 7 ชั้น แต่นางก็ไม่วายจะมีความสัมพันธ์ลับๆกับคนใช้ของนางคนหนึ่ง และในที่สุดทั้งสองคนก็ได้หนีตามกันไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ช่วยกันทำมาหากินตามประสายากจน เมื่ออยู่ร่วมฉันสามีภรรยากันมาไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์บุตรคนแรก เมื่อครรภ์แก่ใกล้จะคลอดนางได้ขออนุญาตสามีจะเดินทางกลับไปคลอดบุตรในเรือนของบิดามารดาในกรุงสาวัตถี แต่สามีคัดค้านไม่ให้ไป วันหนึ่งตอนที่สามีไม่อยู่นางแอบได้เดินทางกลับไปที่กรุงสาวัตถีโดยลำพังและได้คลอดบุตรในระหว่างทาง สามีได้ติดตามไปพบแล้วนำตัวนางกับลูกกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านตามเดิม
ต่อมานางก็ตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง และเมื่อครรภ์แก่นางก็ได้ลักลอบเดินทางจะกลับไปที่บ้านพ่อแม่ของนางที่กรุงสาวัตถีโดยได้พาบุตรคนแรกตามไปด้วย ข้างสามีก็ได้ติดตามนางไปเพื่อจะตามให้กลับ... -
พายุเข้าไทยแล้ว! ประกาศเตือน 54 จว.โดนฝนกระหน่ำถึงพรุ่งนี้ กทม.ก็ไม่รอด
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2560) ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ระบุว่าในช่วงวันที่ 10-11 ต.ค.60 ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ราบลุ่มไว้ด้วย
ทั้งนี้ พายุดีเปรสชันที่ปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนบน ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของเมืองวินท์ ประเทศเวียดนามแล้ว และจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อนเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศลาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือของประเทศไทย ตามลำดับ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งและมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง
คาดว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้
ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560
ภาคเหนือ... -
ยอดธรรม ยอดคาถา ( หลวงพ่อดาบส สุมโน )
ยอดธรรม ยอดคาถา
หลวงพ่อดาบส สุมโน
เวลาจะภาวนา ให้ว่ายอดธรรม ยอดคาถานี้ก่อน
ถ้าหลายคนว่าพร้อมกัน
"ยโขธมฺมํ วรํตสฺส เยชนาเต ชนาวรํ โกจิตฺตํสํ ขตํมุตโต เอโสปารโม ทุกฺขํขโย"
ยโขธมฺมํ ธรรมใดแล, เป็นธรรมไม่มีที่ภายในและที่ภายนอก, ไม่มีที่ล่วงมาแล้วและที่ยังไม่มาถึง, ไม่มีทั้งที่กำลังเป็นอยู่, เป็นธรรมกวมทั่ว (คงที่), ผ่องใสปราศจากอารมณ์ต่าง ๆ อันจักพึงติดต้อง, เป็นธรรมว่างเปล่าจากปวงสังขตะที่เกิดดับ ฯ
วรํตสฺส ธรรมนั้นแล, เป็นธรรมพึงประจักษ์เฉพาะตน, อันบุคคลจักพึงเห็นเอง, คือพระนิพพาน เป็นที่หลุดรอด, ที่เรียกว่าฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก. เป็นธรรมธรรมประเสริฐ, อันพระตถาคตเจ้าตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ฯ
เยชนาเต บรรดามนุษย์ทั้งหลาย, ชนเหล่าใดที่เป็นผู้พ้นทุกข์เข้าถึงฝั่ง, ล่วงวังวนเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความตาย, อันบุคคลข้ามได้แสนยาก ชนเหล่านั้นมีประมาณน้อย, ส่วนหมู่สัตว์คือ ชนนอกจากนี้ , ยอมเลาะเลียบไปตามชายฝั่ง, คือไปแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ, ตามเห็นรูป รส โผฎฐัพพะ เสียง กลิ่นอยู่นั่นแหละเหมือนหลับอยู่, ก็ชนทั้งหลายเหล่าใดประพฤติตามธรรม,... -
แห่ชม ‘วัดร่องขุ่น’ คึกคัก
ในช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย
วัดร่องขุ่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ
1. ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
2. ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
3. พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยรักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ดังนั้น อาจารย์จึงได้สร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน โดยปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่ และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัว และคุณวันชัย วิชญชาคร เป็นผู้บริจาคที่ดินประมาณ 7 ไร่เศษ... -
8 คำตอบ ที่จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องการทำบุญไปตลอดชีวิต ?
8 คำตอบ ที่จะทำให้คุณเข้าใจเรื่องการทำบุญไปตลอดชีวิต ?
1. จุดประสงค์ของการทำบุญ คือ ทำเพื่อขจัดความตระหนี่และความโลภ แต่พอทำแล้วอธิษฐานอยากได้นั่น อยากได้นี่ ไม่จัดว่าเป็นความโลภหรือ ?
ตอบ ความโลภหรือความอยาก มี 2 แบบ คือ แบบไม่บริสุทธิ์ กับแบบบริสุทธิ์
แบบแรก แบบไม่บริสุทธิ์ เป็นความอยากของคนมีกิเลสตัณหาเป็นแรงกระตุ้น เช่น อยากจะมีภรรยาเพิ่มอีกสักคน หรืออยากยักยอกเงินของคนอื่น ฯลฯ เป็นความอยากที่เปรียบเสมือนคนทำงานหนักเพราะแรงกระตุ้นของยาเสพติด เช่น ยาม้า ยาบ้า คือกระตุ้นให้ทำงานไปชั่วระยะหนึ่ง พอหมดฤทธิ์ยาก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียอย่างเดิม และมีสุขภาพแย่ลงทุกวัน และพอเสพครั้งต่อ ๆ ไปก็ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ต้องตายเพราะยานั้น
แบบที่สอง แบบบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนน้ำกลั่นที่สะอาดแล้ว ไม่มีฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคเลย ย่อมให้คุณแก่ร่างกายอย่างเดียว ยิ่งดื่มก็ยิ่งทำให้ร่างกายสดชื่น ระบบขับถ่ายดี ระบบการดูดซึมดี และร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เปรียบเสมือนกับการทำบุญแล้วอธิษฐานตั้งความปรารถนาในสิ่งที่ดี เช่น อยากบรรลุมรรค ผล นิพพาน... -
“ในหลวง” จะประทับเรือยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปถวายผ้าพระกฐิณ ณ วัดอรุณราชวราราม
วันที่ 9 ต.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่หมายกําหนดการ พระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2560 ความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า การพระราชพิธี ทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ปีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กําหนดดังรายการต่อไปนี้
วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนิน ไปทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน
เวลา 16 นาฬิกา เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม
เสด็จพระราชดําเนินเข้าพระอุโบสถ ถวายผ้าพระกฐินเป็นวัดที่ 1 แล้ว เสด็จพระราชดําเนิน ไปยัง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เสด็จพระราชดําเนินเข้าพระอุโบสถ ถวายผ้าพระกฐินเป็นวัดที่ 2 เสร็จแล้วเสด็จพระราชดําเนินกลับ
แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์ สายสะพายมหาจักรี
วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินไปทรงบําเพ็ญพระราชกุศล
ถวายผ้าพระกฐิน
เวลา 16 นาฬิกา เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดเทพศิรินทราวาส
เสด็จพระราชดําเนินเข้าพระอุโบสถ ถวายผ้าพระกฐิน เป็นวัดที่ 1 แล้ว เสด็จพระราชดําเนิน ไปยัง... -
ผู้ต้องการกราบไหว้เศร้า!"วัดศีรษะทอง"รับมติ ของมหาเถรสมาคม!!นำจีวรผืนยักษ์คลุมองค์พระราหูไม่มีกำหนด!
ประชาชน ผู้ต้องการกราบไหว้...แสนเศร้า !!! "วัดศีรษะทอง" น้อมรับมติ ของมหาเถรสมาคม !!! นำจีวรผืนยักษ์คลุมองค์พระราหู...ไม่มีกำหนด !!!
พระราหู องค์เทพผู้มีฤทธิ์มาก เป็นอมตะ และไม่มีวันตาย หนึ่งในเทพไม่กี่องค์ที่สำเร็จจนเป็น พระอรหันต์ นับเป็นพระโพธิสัตว์ที่คนไทยรู้จักมาแสนนาน มีตำนานกล่าวถึง พระราหู ทั้งของพราหมณ์และฮินดู ได้เผยแผ่เข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อครั้งอดีตกาล
การนับถือบูชา พระราหู ที่หวังผลในเรื่องป้องกันเคราะห์ร้าย ดวงชะตาตก รวมถึงเชื่อถือในทางเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทอง บริบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร ไม่มีอดอยากและยากจน เป็นที่รู้จักและร่ำลือคุณวิเศษในการบูชา พระราหู ซึ่งจัดเป็น เครื่องรางของขลัง เป็นที่นิยมในการเสาะหาบูชามากที่สุด ต้องยกให้ พระราหู ของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังยุคเก่า แห่ง จ.นครปฐม ร่ำลือในด้านพุทธคุณ มีประสบการณ์เป็นที่อัศจรรย์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน ชุดเบญจภาคีเครื่องรางของขลัง และนับว่าเป็นที่ต้องการ มีความนิยมในการเสาะหามากที่สุดชนิดหนึ่ง
-ข่าวสุดใจหาย วัดศีรษะทอง
แต่ด้วยเนื่องจาก มหาเถรสมาคม มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะทั่วทุกเขตใน... -
รวม ๓๕ พระคาถา ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
๑. พระพุทธคาถา
.. สัมมาสัมพุทธัสสะ พระอะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
สวดทุกคืน คืนละ ๗ จบ อานุภาพคาถา มีดังนี้
.. ศัตรูจะพินาศไปเอง เมื่อคิดประทุษร้าย จะเกิดผลในด้านมงคลทุกประการ ตามที่ปรารถนา จะสามารถเห็นได้แจ่มแจ้งด้วยญาณ เห็นได้ชัดเจนทุกประการ และทุกขณะที่ประสงค์จะเห็น.
.. เป่าให้ศิษย์ผู้เรียนทิพยจักขุญาณ และเรียนไปปรโลกได้ มีญาณเครื่องเห็นแจ่มใส.
๒. คาถาเงินล้าน
( ตั้ง นะโม.. ๓ จบ )
.. สัมปะจิตฉามิ
นาสังสิโม
พรหมมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม
มิเตพาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย
พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ
เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ
..สวดคาถาวันละ ๙ จบ ทุกวัน หลวงพ่อบอกว่า เป็นเบี้ยต่อไส้ ถ้าภาวนาควบไปกับ อานาปานุสสติ จิตจะสะอาด จะยิ่งเห็นผล.
.. ถ้าทำเป็นกรรมฐาน ก็ให้ภาวนาคาถาเงินล้านในใจ ว่าไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ ไม่ต้องรีบ เพื่อให้จิตทรงฌาน โดยไม่ต้องนับจบ ก็ได้.
.. ควรสวดคาถาด้วยความเคารพ และตั้งใจ อย่าสวดด้วยความโลภอยากได้จนเกินไป.... -
"ม.ร.ว. คึกฤทธิ์" เล่าเรื่อง "บุญญาภินิหาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙" ที่เห็นกับตาตัวเอง
กฤษดาภินิหารของในหลวงที่ "ม.ร.ว. คึกฤทธิ์" เห็นทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจยิ่งกว่าใครทั้งหมดในแผ่นดินไทย เกือบไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์คนไหนจะทำงานได้มากมายขนาดนี้ พูดเป็นสุภาษิตโบราณก็เหมือนว่า "อาบพระเสโทต่างพระอุทกธารา คือ อาบเหงื่อต่างน้ำไม่มีอีกแล้ว" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเห็นบุญญาภินิหารของในหลวงกับตาตัวเอง ท่านเล่าว่า
เมื่อครั้งในหลวงเสด็จฯ เมืองเพชร เขาปลูกปะรำรับเสด็จใหญ่หน้าศาลากลาง ๒ ปะรำ ขณะนั้นฝนตกหนักที่สุด ราชองครักษ์ให้คนกางกลดถวาย พระองค์ทรงยับยั้ง บอกคุณหลวงว่า "ก็เขาเปียกได้ เราก็เปียกได้…" ว่าแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไป "ฝนหยุดตก" นี่เอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ว่าเห็นมากับตา แปลกจริงๆ ไม่มีฝน เสด็จพระราชดำเนินเข้าปะรำโน้น พอลับพระองค์ฝนตกจั๊กๆ อย่างเก่าอีกที
พวกตามเสด็จฯไม่ต้องพูดละ โชกไปด้วยกันหมดทุกคนหนีไม่ทัน แม้องค์สมเด็จพระราชินีนาถยังเปียก เสด็จพระราชดำเนินคล้อยตาม นี่ก็เห็นกันมาแล้ว และอื่นๆ อีกมากมายเหลือเกิน เล่าไปไม่มีหมด ผมจึงอยากจะบอกว่า เรามีองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีบุญญาภินิหารอย่างยิ่งในคราวนี้ ก็เป็นเกียรติของคนไทยทั้งประเทศ เพราะเรามีเทพเจ้าปกครอง... -
ทำตอนนี้ให้ดีที่สุด ( กราบเรียนถามพระอาจารย์เล็ก เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมกับภัยพิบัติ)
พระอาจารย์กล่าวว่า "ภาวะสงครามร้อนกรุ่น ๆ วันก่อนลูกศิษย์ทางวัดหนองหญ้าปล้องถามมา คงถามแบบประเภททดสอบว่า เรื่องของภัยพิบัติกับภาวะสงครามจ่อคอหอยอยู่แล้ว คิดว่ามีเวลาเตรียมตัวนานเท่าไร ? อาตมาก็บอกว่า “ผมไม่คิด” แล้ววัดท่าขนุนเตรียมตัวอะไรบ้าง ? “ไม่เตรียม” อะไรที่เลยวันนี้วัดท่าขนุนไม่ทำ เอาแค่วันเดียว วันนี้มีอะไรก็ทำ ๆ ไป พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือเปล่า ดังนั้น..รีบทำวันนี้เสียให้เสร็จ แล้วเขาถามอย่างสุดท้ายว่า “แล้วท่านมีเวลาทำกี่เดือน?” บอกไปว่าเหลือเฟือเลย
นี่เขากำลังเตรียมการเรื่องระบบไฟฟ้าอยู่ ว่าจะใช้โซลาร์เซลล์ หรือจะใช้ไบโอดีเซล อยู่ในลักษณะว่าถ้าหากเครื่องชำรุดให้มีคนซ่อมได้ อย่างโซลาร์เซลล์ถ้าชำรุดแล้วมีคนซ่อมได้ก็เก่งเกินไป
เรื่องของภัยพิบัติไม่ต้องเสียเวลาเตรียมการหรอก คือถ้าเราสร้างกรรมเอาไว้ เตรียมขนาดไหนก็ตาย ถ้าไม่สร้างกรรมเอาไว้ คุณปู่อายุ ๑๐๐ ปีไม่เป็นไร ไอ้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ตายกันเป็นแถวเลย หรือไม่ก็เด็กทารก ๔ เดือน โดนฝังอยู่ ๒๐ กว่าชั่วโมง ขุดขึ้นมาไม่เห็นจะเป็นอะไร"
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ ต.ท่าขนุน
ภาพ... -
คณะลูกหลานหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เดินทางมาร่วมงานทอดกฐินวัดท่าซุง
เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ คณะลูกหลานหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เดินทางมาร่วมงานทอดกฐินวัดท่าซุง ในช่วงบ่าย ทำพิธี ทอดผ้ากฐิน ภายในมหาวิหาร ๑๐๐ ปี หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ที่ว่าใหญ่กับแคบไป เนื่องจาก คณะศรัทธามากันเต็มมหาวิหาร ที่จอดรถทั่ววัดก็เต็มไปหมด
ภาพถ่ายสวยๆจะทยอยลงให้ชมเลื่อยๆเพื่อเป็นอนุสติฯ
ที่มา มูลนิธิหลวงพ่อปาน-พระมหาวีระ ถาวโร -
กรวดน้ำ ไม่ต้องไปกรวดมันหรอก : หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
น้ำไม่ต้องไปกรวดมันหรอก กรวดน้ำทำยังไง? ก็ต้องไปดู ดูว่าน้ำในถังมันเหลือเท่าไหร่ ในคลองมันแห้ง ลาไปหรือมากขึ้นมา อย่างนั้นกระมัง เพราะสำรวจกับตรวจ มันศัพท์เดียวกัน ไอ้ "กรวด" ก็ไม่ถูกอีกน่ะแหละ สำนวนทางศาสนาเขาเรียก "อุทิศ" แปลว่า เจาะจง คือ ไม่เห็นต้องใช้น้ำ การ "กรวดน้ำ" มันเริ่มสมัยเปรต มาทวงขอบุญกุศล จากพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้า ทรงบอกวิธีทำให้ว่า ให้พระองค์ ถวายภัตตาหาร กับพระสงฆ์แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ซี ท่านก็ทำแบบนั้น อีตอนอุทิศส่วนกุศล ท่านเป็นคนมาจาก พราหมณ์ ที่มีธรรมเนียมว่า จะให้ของใคร ก็ต้องเอาน้ำราดมือผู้รับ แสดงเป็นอาการว่า ยกให้ ท่านก็เอาน้ำในคนโท เทราดพระหัตถ์พระพุทธเจ้า เลยรับกันต่อๆ มาว่า อุทิศส่วนกุศลต้องราดน้ำด้วย
อุทิศ นี่แปลว่า เจาะจง เราทำบุญเจาะจงไปให้ ถ้าไปใช้น้ำก็เจ๊ง เพราะใจมัวเป็นห่วงน้ำ ห่วงมือ ใจก็แกว่ง ใช้ไม่ได้หรอก เสียผลตั้งเยอะ เคยเห็นผีมาหลายรายแล้ว ที่มารับส่วนกุศล แต่ไม่ได้กิน บางครั้งเวลาทำบุญนะ คนที่นำอุทิศส่วนกุศลน่ะ มันให้แต่ เฉพาะญาติ พวกที่ไม่ใช่ญาติ ก็เดินร้องไห้ไปเลย น้ำตาไหล เพราะไม่ใช่ญาติ ไม่มีโอกาส นี่เป็นยังงี้... -
ความกลัว
ความกลัว
ในการปฎิบัติธรรมภาวนาไม่ว่าทั้งหญิงและชายมักเกิดความกลัวโดยไม่ทราบสาเหตุหลวงพ่อเป้าเขมกาโม วัดถ้ำพรสวรรค์ นครสวรรค์ เคยเล่าให้ฟังถึงการปฎิบัติของท่านในถ้ำเมื่อพบงูเห่าภายในถ้ำจิตเกิดความกลัวมากในขณะนั้นท่านถามตัวเองว่าที่กลัวคืออะไรจิตตอบว่า "กลัวตาย"
เมื่อเป็นเช่นนี้จิตเลยคลายปฏิบัติต่อไปได้และเกิดความสงบ
เมื่อมีผู้ถามหลวงปู่ดู่ถึงวิธีแก้ความกลัว.....
ท่านตอบว่าถ้ากลัวให้นึกถึงพระซึ่งตรงกับพระไตรปิฎก ในบทสวด ๑๒ ตำนาน ซึ่งเรียกว่า ธชัคคสูตร"อันเป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่ากับพระภิกษุ ถึงสงครามระหว่างเทวดาและอสูรในส่วนเทวดาท้าวสักกะซึ่งเป็นหัวหน้าได้บอกกับเทวดาทั้งหลายถ้าเกิดความกลัวให้มองดูชายธงของพระองค์ ถ้าไม่เช่นนั้นให้มองพงษ์ขององอื่นเป็นลำดับไปเช่นของ พระปาชบดี พระวรุณ และพระอีสาณ ซึ่งเป็นการสร้างกำลังใจของเหล่าเทวดาทั้งหลายแต่พระองค์ทรงตรัสว่า
การดูธงของเราเทวราชนั้น ความกลัว ความสะดุ้ง ขนพองสยองเกล้า มีทั้งหาย และไม่หายไปจากจิต เพราะเราเทวดายังไม่หมดโลกโทสะโมหะตาสำหรับพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์หมดจากกิเลสตัณหา อุปทาน และอกุศลกรรมทั้งปวง... -
กต.เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานร.10 ถวายวัดที่ประเทศอินเดีย
เมื่อเวลา09.30น. วันที่ 8 ต.ค. ที่สาธารณรัฐอินเดีย (ตามเวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย1ชั่วโมง30นาที) นายชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เป็นประธานเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรไปทอดถวาย ณ วัดมหาโพธิสมาคม เมืองบังคาลอร์ สาธารณรัฐอินเดีย นอกจากนี้ม.ล.ปิยวรรณ ภริยาเอกอัครราชทูต นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ กงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน ทีมประเทศไทยประจำอินเดีย ตลอดจนหน่วยงานเอกชนของไทย ชุมชนไทยในอินเดีย นักเรียนไทยและชาวอินเดียรวมกว่า400 คนเข้าร่วมพิธีฯในครั้งนี้ด้วย อีกทั้งเมื่อช่วงเย็นวันที่ 7ต.ค. ทางวัดมหาโพธิสมาคมได้จัดพิธีสมโภชน์องค์กฐินอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน เป็นประธานในพิธีดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ปี 60เป็นปีแรกที่มีการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่วัดในเมืองบังคาลอร์ ซึ่งเป็นเมืองไอที อันดับ1ของอินเดียจึงถูกขนานนามว่า Silicon Valley of Indiaสามารถรวบรวมเงินบริจาค ซึ่งประกอบด้วยเงินพระราชทานบำรุงวัดจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เงินถวายเป็นพระราชกุศลจากกระทรวงการต่างประเทศ... -
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริจัดสังคายนาพระไตรปิฎก หากแต่สมเด็จโตไม่ยอมเข้าร่วม
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริจัดสังคายนาพระไตรปิฎก หากแต่สมเด็จโตไม่ยอมเข้าร่วมเหตุนี้...
คราวหนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริจัดสังคายนาพระไตรปิฎก รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เข้าร่วมสัมมนาด้วย แต่ท่านไม่ยอมไปเป็นดังนี้ถึง ๓ ครั้ง
รัชกาลที่ ๔ ทรงเรียกท่านเจ้าประคุณสมเด็จไปในวัง ตรัสถามว่า
"เพราะเหตุใดขรัวโต จึงไม่ยอมเข้าร่วม สังคายนาพระไตรปิฎก" ท่านจึงกราบทูลว่า
"ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขรัวโตนี้เกิดในยุครัตนโกสินทร์ ขรัวโตนี้ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ถ้าในพระไตรปิฎกนั้น บางคำพูดเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง สันดานขรัวโตเกิดว่า ไอ้นี่มัน ไม่ไพเราะ ไม่เพราะพริ้ง ตัดมันออกไป เติมคำหวานๆ สละสลวยลงไป ฟังแล้วน้ำลายไหล อาตมาภาพหรือจะหนีพ้นการลงนรก การที่อาตมาภาพไม่มาก็เพราะกลัวตกนรกพระเจ้าค่ะ"
รัชกาลที่ ๔ ตรัสว่า "จริงของขรัวโต" จึงเลิกสังคายนาแต่นั้นมา และไม่เอาเรื่องกับท่าน
สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี
ที่มา FB: เพจ Saran Wiki
เรียบเรียงโดย
กิตติ จิตรพรหม :... -
มีเงินน้อย อยากได้อานิสงส์มากๆ ต้องทำบุญอย่างไร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
มีเงินน้อย อยากได้อานิสงส์มากๆ ต้องทำบุญอย่างไร
หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม :- “ลูกเป็นคนยากจนมีเงินน้อย อยากจะได้อานิสงส์มาก ๆ จะทำบุญอย่างไรดีคะ…?”
…หลวงพ่อ :- “คืออานิสงส์จริง ๆ ต้องทำบุญให้มากที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ สมมุติว่าเรามีเงินอยู่ ๑๐ บาท จะไปมาที่นี่เสียค่ารถ ๖ บาท กินก๋วยเตี๋ยว ๓ บาท ได้ครึ่งชามแล้ว หมดไป ๙ บาท เหลือ ๑ บาท เขียนที่หน้าซองเลยว่า เงินนี้ถวายสังฆทาน วิหารทาน และธรรมทาน อันนี้อานิสงส์มากเหลือเกิน จำนวนเงินเขาไม่จำกัด เขาจำกัดกำลังใจ ถ้ากำลังใจมุ่งด้านดีนะ
การทำบุญมาก ๆ คำว่า “ทำมาก” หมายความว่า ทำบ่อย ๆ แต่คำว่า “บ่อย” ไม่ต้องทุกวันก็ได้นะ คำว่า “มาก” หมายความว่า ทำเต็มกำลังที่พึงทำ ไม่ใช่ขนเงินมามาก เวลาทำบุญ ต้องดูก่อนว่า ค่าใช้จ่ายเรามีความจำเป็นเพียงไร ไอ้เงินที่มีความจำเป็นอย่านำมาทำบุญ มันจะเดือดร้อนภายหลัง และให้เหลือส่วนนั้นไว้บ้าง แล้วแบ่งทำบุญพอสมควร
และประการที่ ๒ การทำบุญถ้าใช้วัตถุมาก แต่กำลังใจน้อย ก็มีอานิสงส์น้อย ถ้าหากใช้วัตถุน้อย กำลังใจมีมาก ก็มีอานิสงส์มาก อย่างถวายสังฆทานที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทนำมานี่ ลงทุนไม่มาก... -
ทุบองค์เทพช้างสามเศียร เจอพระหลายพันองค์ ชาวบ้านแห่แย่งเก็บบูชา
ชาวบ้านแย่งกันเก็บเหรียญหลวงพ่อใหญ่ ที่ทางเจ้าอาวาสวัดนำไปเก็บรักษาเอาไว้ในท้องช้างสามเศียรกว่าสิบปี จำนวนหลายพันองค์เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เก็บไว้บูชา
วันนี้ (7 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่นครนายก ชาวบ้านในตำบลสาริกา กว่า 20 คน ต่างแย่งกันเก็บเหรียญของหลวงพ่อใหญ่ ที่ทางพระครูรัตนคีรีรักษ์ เจ้าอาวาสวัดเขาแดง ได้เก็บรักษาเอาไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังเก็บเอาไว้บูชากัน โดยเหรียญมีมากว่า 2,000 เหรียญ
สืบเนื่องจากมีคำสั่งจากทางเจ้าคณะจังหวัดนครนายก ว่าให้ทุกวัดในจังหวัดนครนายกปฎิบัติตามคำสั่งของทางมหาเถรสมาคม ห้ามติดป้ายโฆษณาวัตถุมงคล พระเครื่องและเทวรูปต่างๆ โดยให้มีการโยกย้าย หรือทุบเทวรูปออกจากบริเวณวัด เนื่องจากปัจุบันมักจะมีพวกมิจฉาชีพอาศัยความเชื่อด้านศาสนาแสวงหาผลประโยชน์ โดยอ้างสรรพคุณของวัตถุมงคลและอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปต่างๆ
ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีการงมงายไปมากกว่านี้จึงมีคำสั่งให้ทุกวัดทั่วประเทศที่มีองค์เทวรูปต่างๆ ให้รีบโยกย้ายโดยด่วน ซึ่งทุกวัดภายในจังหวัดนครนายกได้ให้ความร่วมมือ หลังจากทางเจ้าคณะจังหวัดเรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจโดยพร้อมเพียงกัน
ขอขอบคุณที่มา... -
ปฏิวัติทำบุญแนวใหม่ ด้วยการตักบาตรผักสด
ชาวบ้านม่วงสร้อย ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ปฏิวัติทำบุญแนวใหม่ ด้วยการตักบาตรผักสด ซึ่งเป็นผักที่ราษฎรปลูกกันเองและไม่มีการใช้สารเคมี
วานนี้ (7 ตุลาคม) เวลา 09.00 น.นายธนกฤต ฉันทจำรัสศิลป์ นายอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปเป็นประธาน ในพิธีทำบุญตักบาตรผักปลอดสารพิษ ณ ศาลาเอนกประสงค์บ้านม่วงสร้อย ตำบลแม่นาติง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
สหรับงานตักบาตรปลอดสารพิษบ้านม่วงสร้อย ดังกล่าว ได้มีการจัดขึ้นมาเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมฟื้นฟู วัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่ เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกิดความศรัทธา ตระหนักถึงความสำคัญวันออกพรรษา และประชาชนมีความตระหนักถึงการปลูกผักปลอดสารพิษในชุมชน และถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป
วันออกพรรษา ถือเป็นรากฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชาติไทย และชนชาติไทใหญ่ใน อ.ปาย ซึ่งมีความเชื่อของพุทธศาสนาพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวันออกพรรษามีการทำบุญตักบาตร ตามความเชื่อของพุทธศาสนาว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเทศนาพระธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา ซึ่งแต่ละท้องที่จะมีการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป... -
ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใส่บาตรและถวายสังฆทาน อาหาร ยา ฯลฯ
” ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใส่บาตรและถวายสังฆทาน อาหาร ยา ฯลฯ ”
ถาม : การใส่บาตร และ การถวายอาหาร แด่พระควรเป็นอาหารสด แต่ถ้าบางคนการถวายมาม่าหรือของแห้งที่จะต้องเอาไปประกอบอาหารใหม่จะบาปหรือไม่?
ตอบ : ไม่บาปหรอก เพียงแต่ว่าพระท่านเก็บไว้ไม่ได้
อาหาร ที่เป็นอาหารนี้ ท่านเก็บไว้ได้เพียงแค่ช่วงระยะเที่ยงวันเท่านั้นเอง หลังจากเที่ยงวันแล้ว ส่วนที่เป็นอาหารนี้ ท่านต้องสละไปหมด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้พระสะสมของไว้ในกุฏิของตน แต่ทรงอนุญาตให้สะสมไว้ในคลังของวัดได้ เช่น ถ้าญาติโยมอยากจะถวายของให้เก็บไว้นานๆ อย่าไปใส่บาตร อย่าไปประเคนกับมือ
อย่างที่อาตมารับของนี้ ส่วนใหญ่จะให้วางไว้เฉยๆ ถ้าญาติโยมวางไว้เฉยๆนี้ ถือว่าพระยังไม่ได้รับประเคน พระยังเอาไปใช้ไม่ได้ แต่เก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมดอายุ เวลาต้องการจะใช้ก็ให้ลูกศิษย์หยิบมาประเคนให้ จึงจะใช้ได้ แต่..ถ้ารับประเคนด้วยมือเอง ของมันจะมีอายุ
ของพระ ท่านแบ่งไว้ 3 ชนิดด้วยกัน
1) “อาหาร” – ชนิดอาหารนี้มีอายุแค่..ถึงเที่ยงวัน
หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว ถึงแม้รับตอนนี้ก็หมดอายุทันทีเลย ใครถวายมาม่า ถวายปลากระป๋องมา... -
นั่งสมาธิหาความสงบ
พระใหม่ : หลวงปู่ครับ ผมจะเลิกทำสมาธิ
หลวงปู่ : ทำไม
พระใหม่ : ก็ผมคิดว่าผมบุญน้อย นั่งสมาธิมาเป็นพรรษาแล้ว มันยังไม่สงบเลย ผมคงหมดบุญแล้วครับ
หลวงปู่ : หึ หึ หึ เออดีๆ ผมจะนิมนต์พระไว้รอ
พระใหม่ : นิมนต์พระทำไม ครับผม
หลวงปู่ : ไว้สวดคุณน่ะสิ คุณว่าคุณหมดบุญแล้ว
พระใหม่ : ยังครับผมหลวงปู่ ผมยังไม่ตาย ผมหมายถึงว่า ผมนั่งสมาธิ นั่งเท่าไหร่เท่าไหร่ ก็ไม่สงบ
หลวงปู่ : เออ... ถ้ามันสงบแล้วก็ไม่ต้องนั่ง เรานั่งหาความสงบ ถ้าจิตมันเป็นสมาธิแล้วเราจะนั่งทำไม เรานั่งให้มันเป็นสมาธิ ไปยังไม่ถึง มันก็ไม่เจอ ถ้าไม่เจอต้องพยายามต่อไป
คนทำสมาธิอย่าโง่ มัวแต่หาสงบอย่างเดียว สังเกตปัญญาที่มันเกิดขึ้น ขณะมันยังไม่เป็นสมาธิด้วย เหมือนคนไปหาเห็ด เดินเข้าป่า ไม่ยอมเก็บเห็ด หาว่ามันดอกน้อย ดอกนั้นก็น้อย ดอกนี้ก็น้อย เดินหาดอกใหญ่ รอเจอดอกใหญ่ค่อยเก็บ เดินจนหมดป่าก็ไม่เจอดอกใหญ่ สุดท้ายเลยล้มเลิกเพราะไม่ได้เห็ด ทำสมาธิก็เหมือนกัน มัวแต่หาความสงบจนลืมปัญญาที่เกิดตามทางที่จะไปสู่ความสงบ พิจารณาจนเกิดปัญญา มันเกิดความสุขใจสุขกายจนสงบ ดีกว่าไปสงบแบบโง่ สงบเป็นก้อนหินจะได้ประโยชน์อะไร... -
"ปล่อยใจจากสิ่งทั้งปวง ก่อนที่ความตายจะบังคับให้ปล่อย"
"ปล่อยใจจากสิ่งปวง ก่อนที่ความตายจะบังคับให้ปล่อย"
" .. "ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา คือผู้มีปัญญา" ท่านสอน "ให้เร่งอบรมมรณสติ นึกถึงความตาย" หัดตายก่อนตายจริง "จุดมุ่งหมายสำคัญของการหัดตายก็คือ เพื่อให้ปล่อยใจจากสิ่งทั้งหลาย ก่อนที่จะถูกความตายบังคับให้ปล่อย"
กิเลสเครื่องเศร้าหมอง "ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หัดใจให้ปล่อยเสีย พร้อมกับหัดตาย"
"ผู้มีปัญญา" ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา "หัดตายก่อนที่จะตายจริง หัดปล่อยใจจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ พร้อมกับการหัดตาย ก่อนที่จะถูกความตายมาบังคับให้เป็นไป" .. "
"แสงส่องใจ" ๓ ตุลาคม ๒๕๔๘
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13850 -
เมื่อครั้งหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ออกจาริกธุดงค์
“….เมื่อครั้งหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ออกจาริกธุดงค์…”
” ได้ครูผึ้งมาสอนกรรมฐาน ”
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปทางฝั่งลาวได้พักบำเพ็ญเพียรบริเวณนครเวียงจันทน์เป็นเวลาหลายเดือน
หลวงปู่ตื้อ เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านได้ไปทำความเพียรที่เชิงภูเขาควายอยู่ ๔ เดือนเต็ม
คืนแรกที่ไปถึงภูเขาควาย ได้ไปนั่งภาวนาภายในถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อเริ่มนั่งสมาธิไปได้หนึ่งชั่วโมงเศษ ก็ได้ยินเสียงดังอู้ๆ มาแต่ไกล คล้ายเสียงลมพัดอย่างแรง เมื่อลืมตาดูก็ไม่เห็นอะไร ท่านก็หลับตาทำสมาธิต่อ
ปรากฏว่ามีผึ้งเป็นหมื่นๆ แสนๆ ตัวมาบินวนเวียนเหนือศีรษะท่าน เสียงคล้ายกับเครื่องบิน
อย่างไม่คาดคิด ทันใดนั้นฝูงผึ้งก็บินลงมาเกาะตามผ้าจีวรของท่านเต็มไปหมด ท่านต้องเปลื้องจีวรออก ถอดผ้าอังสะออก เหลือนุ่งผ้าสบงผืนเดียว รวบชายสบงด้านหน้า เอาลอดหว่างขาแล้วมาเหน็บไว้ที่ขอบเอวด้านหลัง คล้ายนุ่งผ้าโจงกระเบน รัดขอบขาให้ตึงเพื่อกันไม่ให้ผึ้งชอนไชเข้าไปในผ้าได้
” เทวดามาบอกที่ซ่อนทองคำ ”
หลังจากที่ฝูงผึ้งกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ก็นั่งสมาธิต่อ
เมื่อท่านนั่งไปได้สองชั่วโมงเศษๆ... -
สมเด็จพระสังฆราช ทรงสนทนาธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชแห่งสปป.ลาว ในโอกาสเสด็จเผยแผ่สู่แดนอารยะ
สมเด็จพระสังฆราช ทรงสนทนาธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชแห่งสปป.ลาว ในโอกาสเสด็จเผยแผ่สู่แดนอารยะ วัดยานนาวาจัดที่ประทับถวาย
สำนักข่าว Thai R News – เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม เวลา 17.00 น. สมเด็จพระสังฆราชประธานาธิบดี ปัญจศรีวิสุทธิ พุทธวรางกูร (พระสังฆราช สปป.ลาว) แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ยังวัดยานนาวา พระอารามหลวง เขตสาทร กรุงเทพฯ เพื่อทรงปฏิบัติพระศาสนกิจเผยแผ่พุทธศาสนาออกสู่แดนอารยะ โดยพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมํกรเถร) กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เจ้าอาวาสวัดยานาวา พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดยานนาวา เฝ้าถวายรับเสด็จ ในการนี้ทางคณะสงฆ์วัดยานนาวา ได้จัดถวายที่ประทับแรม และอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้ตามเสด็จ ประกอบด้วย พระสงฆ์ 5 รูป นายบุญทวี พรทศิลป์ รองแผนกศาสนาพุทธ (รองอธิบดีกรมการศาสนา) สปป.ลาว และคณะศรัทธาธรรม ตามพระบัญชาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระศาสนากิจ สมเด็จพระสังฆราชแห่งสปป.ลาว เป็นการส่วนพระองค์ในวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 15.00 น. เสด็จพร้อมด้วยคณะผู้ติดตาม โดยมีนายชัชวาล คงอุดม คอลัมนิสต์อาวุโส แห่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ... -
๏ ปุจฉา – วิสัชนา รัชกาลที่ 9 และ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ๏
๏ ปุจฉา – วิสัชนา รัชกาลที่ 9 และ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ๏
เมื่อปี พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และ ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้า ได้เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ถึงวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในคราวเสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินส่วนพระองค์ครั้งแรก พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นมัสการถามหลวงปู่ฝั้น ความสำคัญว่า
รัชกาลที่ 9 ปุจฉา : ทำอย่างไร ประเทศชาติ ประชาชน จะอยู่ดีกินดี มีความสามัคคีปรองดองกัน ?
หลวงปู่ฝั้น วิสัชนา : ให้เข้าหาพระศาสนา เพราะศาสนาสอนให้ละชั่ว กระทำความดี ทำใจให้ผ่องใส
รัชกาลที่ 9 ปุจฉา : คนส่วนมากทำดี คนส่วนน้อยทำชั่ว จะให้คนส่วนมากเดือดร้อนไหม ? ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขได้ ?
หลวงปู่ฝั้น วิสัชนา : ขอถวายพระพร ทุกวันนี้ คนไม่รู้ศาสนา จึงเบียดเบียนกัน ถ้าคนเรานึกถึงศาสนาแล้ว ก็ไม่เบียดเบียนกัน เพราะต้องการความสุข ความเจริญ คนอื่นก็เช่นกัน
คนทุกวันนี้ เข้าใจว่า ศาสนาอยู่กับวัด อยู่ในตู้ ในหีบ ในใบลาน อยู่กับพระพุทธเจ้า ประเทศอินเดียโน่น จึงไม่สนใจ บ้านเมืองจึงเดือดร้อนวุ่นวาย... -
คนมีเวรมีศัตรูมากเพราะวาจา ( หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ )
…คนมีเวรมีศัตรูมากเพราะวาจา…
การพูดโกหกพกลม พูดคำไม่จริงเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทองเขามาเลี้ยงชีพก็ดี การกล่าววาจาส่อเสียดยุยงให้ผู้อื่นแตกร้าวสามัคคีกันทะเลาะกันก็ดี การกล่าวคำหยาบคาย ด่าแช่งกันก็ดี การประพฤติเพ้อเจ้อเหลวไหล การพูดไม่มีเหตุมีผล พูดตามอารมณ์ อันนั้นท่านเรียกว่า พูดเพ้อเจ้อ รวมความแล้วเรียกว่า คำพูดสิบคำจะเอาเป็นประโยชน์สักคำหนึ่งก็ทั้งยาก นี่ท่านเรียกว่า พูดเพ้อเจ้อ อันบุคคลควรศึกษาฯ ไม่สมควรพูดอย่าพูด
ต้องประหยัดวาจาไว้ให้ดี เพราะวาจานี้โบราณท่านว่าเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ,อาวุธใดในพิภพไม่ลบปาก, อ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย เจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บจนตายก็เพราะพูดเหน็บให้เจ็บใจ ,อาวุธใดในพิภพไม่ลบปาก , แม่นได้ยากก็เพราปากพูดไม่ดี , ถ้าพูดดีก็เป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต ถ้าพูดชั่วตัวก็ตายทำลายมิตร เพราะพูดผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
อันนี้วาจาเป็นสิ่งสำคัญมาก วาจานี้ถ้าพูดไม่ถูกต้องตามกาลเทศะ , ตามบุคคล บางทีถึงกับวาจาของตัวเองนั่นแหละฆ่าตัวเองตาย มีอยู่เยอะแยะเลย เป็นอย่างนั้น... -
เราไม่อาจเอาชนะความเกลียดชังด้วยการเกลียดตอบ
เราไม่อาจเอาชนะความเกลียดชัง ด้วยการเกลียดตอบ
เราสามารถเห็นได้ว่า ทั้ง ๆ ที่ความโกรธความกลัว เป็นปฏิกิริยาธรรมดา เมื่อถูกคุกคาม เราไม่จำเป็นต้องโต้ตอบอย่างรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์เหล่านั้น แต่เราก็คงคาดหวังอะไรจากโลกนี้ไม่ได้มากนัก ตราบใดที่คนพาลผู้เบาปัญญายังหาข้ออ้าง เพื่อสนับสนุนการกระทำของตนได้จากปรัชญาและคำสอนทางศาสนา ตราบนั้นย่อมไม่มีสันติภาพอันแท้จริง
สิ่งที่เราจะพึงทำได้ คือ การเจริญความกรุณา อันไม่แบ่งเราแบ่งเขา โดยประกอบด้วยปัญญาอันสุขุม เยือกเย็นและตื่นตัวอยู่เสมอ ปัญญาที่เราต้องการสำหรับแก้ปัญหาที่ซับซ้อน มาจากจิตที่แจ่มชัด ไม่ใช่จากอารมณ์โกรธเกรี้ยว
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เราไม่อาจเอาชนะความเกลียดชังด้วยการเกลียดตอบ ถ้าเราเกลียดคนที่เกลียดเรา เราย่อมกลายเป็นคนที่มีจิตใจเกลียดชังไปด้วย ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย ผลที่ตามมาคือความเกลียดชังในโลกนี้ทวีขึ้น
~ ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร~
ที่มา:เพจ กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
กรรมฐานทรุดตัวลง (จิตตก) จะแก้อย่างไร (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
กรรมฐานทรุดตัวลง (จิตตก) จะแก้อย่างไร
ต่อไปนี้ก็จะพูดกรรมฐานยากๆ สักหน่อย เอาไหมกรรมฐานยาก วันนี้มีคนมาถามหลายคนว่า
๑. เวลานี้กำลังใจมันตก คำว่าตกก็หมายความว่าเจริญกรรมฐานทรุดตัวลงไม่เจริญขึ้น
๒. กำลังใจเศร้าหมองไอ้ตกหรือเศร้าหมองก็อันเดียวกัน เหมือนกันก็รวมความว่าอาการกำลังใจตกก็ดี เศร้าหมองก็ดี ถ้าพูดให้ฟังนี่มันไม่ยาก แต่ว่าถ้าใครไม่โดนเข้าจริงๆ ไม่รู้สึกว่ายาก โดนเข้าจริงๆ จะรู้สึกว่ายากมาก เพราะการแก้ตนเองนี่แก้ยาก
ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้อาตมานะโดนมาหลายวาระกว่าจะถึงวันนี้นะโดนมาหลายแบบหลายวาระเลยเวลาโดนเข้าจริงๆ มันไม่รู้สึกมันแย่จริงๆ มันตีไม่ขึ้น เพราะกำลังใจเรามันทรุดไปเองถามว่าประคองตัวมาได้ยังไงก็อยู่เกณฑ์ที่ว่าแพ้มันบ้างชนะบ้าง แต่ว่าไม่ยอมแพ้เลย วันนี้แพ้วันหลังถ้าจิตใจดีหน่อยก็เอาชนะนิดหนึ่งก็เอา วันหนึ่งมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงชนะแค่ ๒ นาทีก็เอา ใช่ไหม คือให้มีเวลาชนะ
วิธีชนะทำอย่างไรมันก็ไม่ยาก แต่ว่ามันยากอยู่นะ มันยากอยู่ตรงปรับปรุงใจตนเองคือถ้าเวลาไหนกำลังใจดีขึ้นมาให้ใช้เวลานั้น อย่าใช้เวลาแน่นอน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก... -
แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ )
แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
ถาม : ขอถามเรื่องที่เกี่ยวกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นแก่นแท้..ถ้าเกิดมีคนถามผมว่า พระพุทธศาสนาสอนอะไร ผมก็เลย..?
ตอบ : ถ้าในลักษณะนั้นให้ตอบว่า คำสอนของพระพุทธศาสนาที่เป็นหลักจริง ๆ ก็คือ “โอวาทปาฏิโมกข์”
ท่านสอนว่า “ให้ทุกคนละความชั่วทั้งหมด ทำความดีให้ถึงพร้อม รักษาจิตใจของตนให้เบิกบานผ่องใสอยู่เสมอ” นี่เป็นเนื้อหาคำสอนหลักของพระองค์ท่าน
แต่ว่าก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสสรุปลงคำว่า “ไม่ประมาท” คำเดียว นั่นหนักเกินไป ต้องคนที่เข้าถึงธรรมะระดับที่เรียกว่าสูงมาก ถึงจะเห็นตัวนี้ชัดเจน
ตอนที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ พระองค์ท่านสรุปอุดมการณ์ไว้ดังนี้ว่า
“ขันตี ปรมัง ตะโป ตีติกขา” ขันติเป็นตบะอย่างยิ่งของนักปฎิบัติ ก็หมายความว่า คนที่ปฎิบัติต้องอาศัยความอดทนเป็นหลักเลย
“นิพพานัง ปรมัง วะทันติ พุทธา” พระพุทธเจ้าทุกองค์ย่อมกล่าวถึงพระนิพพานเหมือนกัน
“นะหิ ปัพพชิโต ปะรูปะฆาตี” การฆ่าผู้อื่นไม่ชื่อว่าบรรพชิต แตะนิดเดียวก็ไม่ได้
“สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต” ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่เรียกว่าสมณะ
แล้วพระองค์ท่านก็บอกวิธีการปฏิบัติต่อไปว่าว่า... -
คำสอนสายกลาง เรื่อง..ศีล
วันนี้วันพระตรงกับวันพุธแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีระกา
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในธรรม
คำสอนสายกลาง เรื่อง..ศีล
มาในวันนี้ก็เลยคิดว่าจะคุย เรื่องศีล เข้าใจว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทหลายท่านยังสงสัย จึงนำมาคุยให้ฟังคร่าวๆ การลงท้ายในการให้ศีล
องค์สมเด็จพระมหามุนีตรัสไว้อย่างนี้
สีเลนะ สุคติง ยันติ
สีเลนะ โภคสัมปทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ
ตัสมา สีลัง วิโสธะเย
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ศีลเป็นปัจจัยให้มีความสุขในชาตินี้ และมีความสุขในชาติหน้า
และข้อที่ ๒ แปลว่า ศีลเป็นปัจจัยให้มีทรัพย์สมบัติเยือกเย็นในชาตินี้ และรํ่ารวยในชาติหน้า
และข้อที่ ๓ แปลว่า ศีลเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย
เหตุนั้นไซร้ขอพวกเราทั้งหลาย จงพากันรักษาศีลให้บริสุทธิ์
สำหรับฆราวาสก็มีอยู่ ๓ ศีล ไม่ใช่ ๓ ข้อนะ ๓ ศีลที่เรียกว่า “ปกติศีล” คือศีล ๕ นี่เรียก “ปกติศีล”
ศีล ๘ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ๘ สิกขาบทเหมือนกัน นัยหนึ่งเรียกว่า “ศีล ๘” เมื่อว่าไปแล้วก็ลงท้ายว่า “สีเลนะ สุคติง ยันติ สีเลนะ โภคสัมปทา” เฉยๆ
อีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ศีลอุโบสถ” ที่มีคำลงท้ายว่า
“อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวสัง”
รวมความว่า อุโบสถศีลก็ดี ศีล ๘ ก็ดี... -
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ความเกิดเป็นทุกข์”(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “ความเกิดเป็นทุกข์”..
.. โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีลและก็สมาทานพระกรรมฐานเสร็จแล้ว ต่อนี้ไปก็ขอให้ทำจิตให้สงบ ตั้งใจฟังคำแนะนำชั่วครู่หนึ่งในขณะที่ฟังคำแนะนำ นอกจากจะจำแล้ว ขอได้โปรดติดตามไปด้วย
การเจริญพระกรรมฐานในพระพุทธศาสนาให้เราต้องการมรรคผลเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราจะทำเป็นเพียงแค่อุปนิสัย แต่ความจริงถ้าได้เป็นอุปนิสัยเข้าถึง“ไตรสรณาคมน์” ก็รู้สึกว่าดี แต่ทว่าเรายังไม่จำกัดความเกิดได้ เพราะว่า “ความเกิดเป็นทุกข์”
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า“ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์”
ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความเกิด เราเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ติดตามเรามาก็ได้แก่ ความแก่ ความป่วยไข้ไม่สบาย อาการขัดข้องในอารมณ์ แล้วก็มีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความตายไปในที่สุด
ทีนี้การเจริญกรรมฐานในพระพุทธศาสนา เราไม่ต้องการความเกิด เพราะถ้ามีเกิดแล้วมันก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความขัดข้องใจเป็นปกติ อันนี้ “เป็นอาการของความทุกข์”
ทีนี้ถ้าเราจะไม่เกิดก็หาวิธีการผ่อน...
หน้า 356 ของ 441