คลังเรื่องเด่น
-
"ทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย" (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
.
"ทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตาย"
" .. บัดนี้ เราทุกคนรู้แล้วว่า "กิเลสมันดองอยู่ในจิตใจของเรามานาน" จนนับภพนับชาติไม่ได้ ที่เรามาเกิดมาตายในโลกนี้ก็เพราะจิต "เพราะจิตนี้หลงอยู่ในกามารมณ์" สำคัญผิดคิดว่า "กามให้ความสุข"
ที่ไหนได้ "กามนี้มันให้ความทุกข์ ตั้งแต่เกิดจนเราตาย" ตายแล้วยังตามจิตหลงไปจนนับภพนับชาติไม่ได้ในอนาคต ดูแต่ในปัจจุบันนี้ชาตินี้ "คนใดบริโภคกามทางกายอยู่ ทางวาจา ทางจิตอยู่ ย่อมมีแต่เรื่องร้อนจิตร้อนใจทั้งภายนอกภายใน"
ด้วยเหตุนี้แหละ เมื่อเราท่านทั้งหลายได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว "ให้พากันละกามตัวมารร้ายนี้ออกให้หมดสิ้น" อย่าเสียดายตามอยากอยู่เลย .. "
"ธรรมเมตตา ฉบับบที่ ๔" ๒๓ สิงหาคม ๒๕๐๖
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
อย่าเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แต่จงเสียดายถ้าไม่ได้ทำ
อย่าเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แต่จงเสียดายถ้าไม่ได้ทำ เพราะถ้าเราไม่ได้ทำ เราจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด มัวแต่เสียใจอยู่ก็ไม่ได้ทำอะไร หลงจ่อมจมอยู่กับความหลัง ก้าวไปข้างหน้าดีกว่า
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
วางกำลังใจให้อยู่กับปัจจุบัน จึงจะมีโอกาสเข้าถึงมรรคผล
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ กระผม/อาตมภาพมีหลายเรื่องที่อยากจะพูดถึง เอากันแค่ตามเวลาก็แล้วกัน
เรื่องแรกเลยก็คือ ถ้าท่านทั้งหลายสังเกต จะเห็นว่านาคของเราหายไปหนึ่งคน ซึ่งความจริงแล้วยังไม่ถึงเวลาที่นาคจะเข้าวัด เพียงแต่ว่าทั้งสองคนมีความตั้งใจในการจะบวช แล้วมาเข้าวัดก่อนเวลา ก็ถือว่าเป็นความดีเฉพาะตัว แต่ด้วยความที่ทางวัดของเราต้องมีการสอบทวนกันก่อน ว่าเคยมีการบวชมาจากที่อื่นก่อนหรือไม่ ? แล้วมีติดอาบัติหนักมาจากที่อื่น อย่างเช่นปาราชิกหรือว่าสังฆาทิเสสหรือไม่ ? จึงทำให้ทราบว่า นาครูปหนึ่งของเรา โดนอาบัติปาราชิกจากการบวชครั้งที่แล้ว..! จึงทำให้ไม่สามารถที่จะบวชใหม่ได้
ความจริงสาเหตุก็มีนิดเดียว ก็คือครูบาอาจารย์มอบพระพุทธรูปให้หนึ่งองค์ ให้ไปเลือกเอาเอง ปรากฏว่าองค์ที่ไม่ได้มอบให้ ดูดีกว่า สวยกว่า ท่านก็เลยยกเอาไปโดยที่ไม่ได้บอกครูบาอาจารย์ด้วย ความมักง่ายแค่นี้ทำให้เรากลายเป็นผู้สูญเสียหนทางในการที่จะบรรลุมรรคผลไปทั้งชาติ เพราะว่าเมื่อต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ก็เหมือนกับตาลยอดด้วน เพราะว่ากำลังใจไม่ได้มีความมั่นคงต่อพระรัตนตรัย ทำให้เข้าถึงธรรมไม่ได้... -
ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ พระอริยบุคคลก็จะขาดหายไปด้วย/ หลวงปู่มั่น
ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ พระอริยบุคคลก็จะขาดหายไปด้วย -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
หยุดการคิดปรุงแต่งให้ได้ คิดโกรธก็พาลงต่ำ คิดดีก็ไปได้แค่กามาวจรสวรรค์
ถาม : เห็นว่าการปรุงแต่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านนอก แต่เป็นปัจจัยด้านการคิดคือตัวเราเอง ?
ตอบ : อยู่ที่ใจเราคิด เราถึงต้องหยุดคิดให้ได้ การที่จะหยุดคิดให้ได้ อันดับแรกต้องเห็นโทษ ว่าคิดแล้วเกิดโทษอย่างไร เราจึงจะหยุดความคิดนั้น เพราะว่าเราปรุงไปในทางไม่ดี เราโกรธ ก็พาเราลงต่ำ ถ้าปรุงไปในทางดี เกิดปีติขึ้นมา อย่างดีก็แค่กามาวจรสวรรค์ ไปไกลกว่านั้นไม่ได้
จิตคือเรา จิตไม่ใช่ของเราหรอก จิตเป็นเราเลย เพียงแต่ว่าถ้าเราแบกนั่นแบกนี่ก็หนัก ไปไหนไม่รอด ต้องสลัดทิ้งให้มากที่สุด จะได้ไปให้ไกลที่สุด
ถาม : การที่เราพิจารณาก็เป็นตัวปรุงแต่ง ?
ตอบ : ปรุง..แต่ว่าปรุงแล้วปัญญาเกิด แต่ถ้าปรุงเอาอร่อยอย่างเดียวก็ไปไม่รอด
ถาม : การพูดก็มีการปรุงในถ้อยคำหรือความจำของเรา แล้วเราจะทันกิเลสหรือคะ ?
ตอบ : อยากจะบอกว่ากิเลสเร็วเท่าความคิดของเรา แต่บางทีก็เร็วกว่า เพราะว่าสติเราตามไม่ทัน ปรุงไปแล้วยังไม่รู้ตัวเลยว่าปรุงแล้ว ถึงแม้ว่าจะเร็วเท่าความคิดของเราก็จริง แต่ตอนปรุง ถ้าสติเรารู้ไม่ทันกิเลสก็เร็วกว่า
ถาม : จริง ๆ ค่ะ บางคนเขาไม่ค่อยรู้ตัว
ตอบ : ดูที่ตัวเอง ดูคนอื่นไม่มีประโยชน์... -
"กรรมฐาน เหมือนปลูกต้นไม้" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
.
"กรรมฐาน เหมือนปลูกต้นไม้"
" .. "เดี๋ยวนี้มีไปทำวิปัสสนากรรมฐาน" ๓ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ๑๕ วัน แล้วก็ออกมา เมื่ออกมาก็ว่า "เราไปทำวิปัสสนาแล้วดีแล้ว ก็ไปเต้นรำทำเพลงสนุกสนาน" ทำอย่างนี้ก็หมดแล้วไม่มีอะไรแล้ว "ไปทำชั่วต่าง ๆ ทำจิตให้กระทบกระเทือยเสียหายอย่างนี้ ไม่เรียกว่าปฏิบัติ"
มันเป็นปฏิปทา "เหมือนกันปลูกต้นไม้ เอามาปลูกวันนี้ อีก ๓ วันก็ถอน เอาไปปลูกตรงนั้น อีก ๓ วันก็ถอนอีก ต้นไม้ก็ตายไม่ได้กินหรอก" กรรมฐานก็หมดไปเหมือนกันอย่างนั้น .. "
"ความผิดในความถูก"
หลวงปู่ชา สุภัทโท -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
หลวงปู่บุดดา และ หลวงปู่ดู่
ประมาณปี ๒๕๒๓ - ๒๕๒๔ อาจารย์ศุภรัตน์ได้ข่าวว่าหลวงปู่บุดดาจะละสังขารขณะนั้นหลวงปู่อายุได้ ๘๘ ปี อาจารย์จึงพาคณะไปกราบแล้วถือโอกาสอันดีที่จะขออาราธนาให้ท่านอยู่ต่อ แต่เมื่อไปถึงพอกราบท่านแล้วยังไม่ทันพูดอะไร ท่านก็บอกว่า....
" จะขออยู่ต่ออีก ๑๒ ปี เพื่อช่วยเหลือศาสนา " ทำให้อาจารย์รู้สึกทึ่ง
ในญาณอันแจ่มใสของท่าน แล้วก็เป็นจริงดังนั้นเมื่อหลวงปู่อายุครบ ๑๐๑ ปี เกินมา ๑ ปี ท่านก็นิพพานไป
หลวงปู่ดู่เคยบอกว่า " หลวงปู่บุดดาก็คือ พระอรหันต์องค์หนึ่ง "
ในวันที่อาจารย์ไปหาหลวงปู่บุดดามีลูกศิษย์หลวงปู่บุดดาคนหนึ่งต้องการที่จะได้วัตถุมงคลของหลวงปู่ดู่ เมื่อได้รับเขาใช้การตรวจสอบทางจิต เสร็จแล้วจึงบอกว่า ทำไมพลังในพระนั้นถึงมีมากมายเกินกว่าที่เขาจะรับได้ เขาตั้งสติไม่ทันในที่สุดเขาก็ขอวัตถุมงคลนั้น และวัตถุมงคลนั้นก็คือ แก้วสารพัดนึกของหลวงปู่ดู่และรูปอีก ๑ ใบ โดยอาจารย์ขอเกศาของหลวงปู่บุดดาเขาเลยให้ตามความประสงค์ก่อนที่จะกลับ เขาได้เอารูปของหลวงปู่ดู่ไปให้หลวงปู่บุดดาพิจารณา เมื่อหลวงปู่บุดดาเห็นรูปหลวงปู่ดู่ ท่านก็บอกว่า " รูปนี้ให้เก็บไว้ในที่สูง... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
หลักการเป็นเจ้าอาวาสที่ดี
หลังจากนั้น พระเถระที่มาบรรยายในชั่วโมงต่อไปก็คือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙) ราชบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งท่านเมตตาเดินทางมาบรรยายให้ทุกครั้งที่มีการอบรมเจ้าอาวาส ท่านยังถามว่ากระผม/อาตมภาพออกเดินทางมาตั้งแต่กี่โมงกี่ยาม ถึงได้มารอท่านอยู่ก่อนดังนี้ เมื่อได้ยินคำตอบท่านก็ยังตกใจ ว่าต้องออกกันตั้งแต่ตี ๒ ตี ๓ เลยหรือ..!?
วันนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระพรหมบัณฑิตได้กล่าวถึง การบริหารงานในฐานะเจ้าอาวาสให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งท่านก็ย้ำว่า ธรรมาภิบาลคือหลัก Good governance ของฝรั่งเขา ไม่ใช่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา แต่ว่าถ้าหากว่าเรามีหลักธรรมาภิบาลเอาไว้เป็นเครื่องยึดถือ หน้าที่การงานของเจ้าอาวาสเรา ก็จะมีความผิดพลาดให้คนอื่นเขาตำหนิติเตียนหรือว่าจับผิดได้น้อยมาก
ก็คืออันดับแรกเลย ต้องมี "หลักนิติธรรม" กฎเกณฑ์ระเบียบอะไรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศีลของพระก็ดี มติมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับหน้าที่การงานของเจ้าอาวาสก็ตาม ตลอดจนกระทั่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และจารีตประเพณีทุกอย่าง เราต้องกระทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์... -
ไม่มีคำว่า สิ้นชาติไทย
ขอยืนยันกับบรรดาพุทธบริษัทว่า.. คำว่า "สิ้นชาติไทย" อาตมาขอยืนยันว่า.. =AZXp9hJHEy7oPoK471Ra7NChWN31pZD5PjlSU5vVLeb4AYFTGnokN2LoohvhWSvcb31BTSSlbA3omyoqGE-DmSjM5zOsPEbyJsmTkBvpNsggvUlkfIMIs2QD6hGN58vz8i9pof7iMgmOK18JmFPsMhl1GL_pgEUJNq-RGNNmrI-Iw6ORFDSRFTgGorUZVY5OBEX2rTVVVf_xdHJWH1Yj8qDk&__tn__=*NK-R']#ไม่มี แต่ว่าคนไทยจะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน ก็ช่างเถอะ เป็นเรื่องของการปกครอง
ระหว่าง คนไทย กับ คนไทย คนไทยบุคคลใด ที่ขายชาติ คนนั้นเขาจะพินาศไป ตามกฏของกรรม ชะตาของประเทศไทย มันจะดีขึ้นแล้วก็ลง ลงแล้วก็ขึ้น
องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงพยากรณ์ ขณะประทับยืนอยู่บนดอยน้อย ( พระธาตุจอมกิตติ ในปัจจุบัน ) ว่า.. " ที่นี่ ต่อไปจะเป็นประเทศชาติ ที่มีความรุ่งเรืองมหาศาล แล้วก็จะรักษาศาสนาขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ " เป็นจุดแรก
จุดที่ ๒ ที่ เมืองอริฏฐะ" คือ "พระธาตุจอมทอง" ซึ่งพระโมคคัลลาน์ มาก่อน ก็ได้พยากรณ์ไว้ เช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระชินสีห์ ที่เสด็จมาอีก ๒-๓ วันต่อมา และทรงพยากรณ์ว่า.. "เมืองนี้ ต่อไปจะรุ่งเรืองมาก จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ครบ ๕,๐๐๐ ปี... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
ให้ยอมรับสภาพปกติธรรมดาของร่างกาย
มีชีวิตอยู่ก็ต้องทุกข์เป็นธรรมดา ให้เราผ่อนทุกข์เท่าที่จะผ่อนได้ มันหนาวก็หาเสื้อผ้าให้มัน มันร้อนก็หาน้ำให้มันอาบ หรือไม่ก็เข้าห้องแอร์ มันหิวก็หาให้มันกิน มันเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาพยาบาลมัน
ให้ยอมรับว่าสภาพปกติธรรมดาของร่างกายเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ขึ้นชื่อว่าสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ โลกเราที่เต็มไปด้วยความทุกข์อย่างนี้เราไม่ขอมาเกิดอีก ใจก็จะปลดออกห่างออกมา ออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดพอไม่เกาะก็เป็นอันว่าพ้นไป
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
คาถาปัดอุปสรรค คาถาทำให้สำเร็จ และคาถาเรียกเงิน มีอยู่ในพระคาถาเงินล้านทั้งหมด
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : เอาคาถาเงินล้านไปภาวนา ให้ตั้งใจทำจริง ๆ ทำด้วยความเคารพ ถ้าทำจริง ๆ รับรองว่ามีความคล่องตัวแน่ ๆ ส่วนใหญ่พอให้ไปทำเองแล้วไม่ค่อยจะทำกัน
ในตัวคาถาเงินล้านจะมีคาถาปัดอุปสรรค คาถาให้สำเร็จ และคาถาเรียกเงิน ปนอยู่ในนั้น ตั้งหน้าตั้งตาทำไป ถ้าเวลามีไม่มากก็เอาวันละ ๑๐๘ จบก็พอ ถ้ามีเวลามาก ๆ อย่างอาตมาภาวนาวันละ ๑,๐๐๐ จบ ทำให้สม่ำเสมอ ทำได้มากที่สุดเท่าไรให้ทำเท่านั้น สัก ๒ เดือนเห็นผลแล้ว
ต้องบอกว่าอาตมาดวงยากเข็ญ เกิดมาไม่เคยตกงาน ไม่เคยตกงานไม่พอ งานล้นมืออีกต่างหาก เวลาได้ยินคนอื่นเขาตกงานหรือลำบากเรื่องงานก็นั่งแปลกใจ ตกลงว่าอาตมาทำบุญด้วยอะไรมา งานแต่ละอย่างทำกันแทบเป็นแทบตาย บางช่วงเขาเร่ง ๆ ทำกันข้ามวันข้ามคืน การทำงานล่วงเวลาเขาไม่ให้เกิน ๓ แรง แต่เจอเกิน ๓ แรงเป็นประจำ ท่วมเงินเดือน ใช้คาถานี้บทเดียว โยมไปลงทำดู ขอให้เคารพจริง ๆ เท่านั้นแหละ
ถาม : การงานติดขัดตลอด ?
ตอบ : ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องนั้นเลย บอกแล้วว่าคาถาที่ว่ามีปัดอุปสรรค เรื่องติดขัดเรื่องอะไร ถ้าเราตั้งใจว่าคาถาก็ไม่มีปัญหา เสียเวลาถาม ไปเริ่มทำได้เลยจ้ะ
ถ้าตามพระไตรปิฎก... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
ถ้าเรายึดหลักธรรมเป็นใหญ่ เราจะมีหลักยึดที่มั่นคงอย่างแท้จริง
กระผม/อาตมภาพเองติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ชีวิตฆราวาส ๑๑ ปี เป็นพระอีก ๗ พรรษา ระยะเวลา ๑๘ ปีที่อยู่กับท่านมาเคยถามปัญหาแค่ ๔ ครั้งเท่านั้น เพราะว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านของกำลังใจ ทำให้ไม่แน่ใจว่าตำราเขียนไว้ถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องสอบถามจากครูบาอาจารย์ให้ชัดเจน
ดังนั้น..ท่านทั้งหลายจะเห็นว่ากระผม/อาตมภาพ ปัจจุบันนี้เป็นครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาติดตามอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง มีโอกาสใกล้ชิดครูบาอาจารย์ชั้นยอดอย่างหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็คงจะมีอะไรสอบถามมากมาย ขออภัย..ท่านทั้งหลายเข้าใจผิดแล้ว..!
การปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ ปัญหาทุกอย่างจะมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องทุ่มเททำกันจริง ๆ ชนิดที่เอาชีวิตเข้าแลก แล้วก็จะชัดเจนเองว่าสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนนั้นหมายถึงอะไร ยกเว้นขั้นตอนอย่างที่ได้ว่ากล่าวเอาไว้ เราค่อยไปกราบเรียนถามสอบถามจากท่าน นอกจากไม่เป็นการรบกวนครูบาอาจารย์แล้ว ยังทำให้เรายึดหลักธรรมแทนตัวบุคคลด้วย
ตัวบุคคลนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสามัญลักษณะ ก็คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่สามารถยึดถือมั่นหมายเป็นตัวตนเราเขาได้... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
การปฏิบัติให้ได้ผล ต้อง “ไม่อยาก” แต่ สักแต่ว่าทำไป
บุคคลที่ปฏิบัติธรรมมักจะได้ยินครูบาอาจารย์ท่านแนะนำอยู่เสมอว่า ให้รักษากำลังใจให้จดจ่อต่อเนื่อง ตามกันทุกลมหายใจเข้าออก แต่หลายท่านก็อาจจะลืมตรงนี้ไป เผลอสติ..ปล่อยให้กิเลสมีกำลังเหนือกว่า แล้วถึงเวลาก็เกิดอาการจิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก แล้วแต่ว่าจะเรียกกันแบบไหน
แต่ว่าเมื่ออาการทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ท่านทั้งหลายที่เคยสัมผัสกับความสุขสงบเยือกเย็นจากกำลังของสมาธิ ก็เพียรพยายามที่จะกลับเข้าสู่สมาธิในระดับเดิมอีก แต่ยิ่งตะเกียกตะกายพากเพียรเท่าไรก็ยิ่งห่างไกลเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ท่านทั้งหลายไปกระทำด้วยความอยากเสียแล้ว
ก่อนหน้านี้เราอาจจะบำเพ็ญภาวนา ตั้งจิตกระทำไปโดยไม่ได้คิดจะหวังผล แต่ว่าการที่เราปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องแปลก ถ้าเราอยาก มักจะไม่ได้ หมดอยากเมื่อไรก็มักจะได้ตอนนั้น ดังนั้น..ท่านที่จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก เมื่อถึงเวลา พยายามที่จะประพฤติปฏิบัติโดยตั้งใจจะเอาให้ดีเหมือนเดิม ก็มักจะไม่สามารถที่จะดีเหมือนเดิมได้
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าท่านไปทำด้วยความอยาก ในเมื่อเอากิเลสนำหน้า เอาตัณหานำทาง... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ -
เมื่ออาตมาไปเล่าเรียนวิชากับ “หลวงพ่อเดิม” เล่าโดย หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
เมื่ออาตมาไปเล่าเรียนวิชากับ “หลวงพ่อเดิม”
เล่าโดย หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
อาตมานับถือหลวงพ่อเดิมมาก เพราะท่านให้ชีวิตอันเป็นอมตะในสมณเพศแก่อาตมา อาตมาสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็กราบหลวงพ่อเดิมทุกวัน ระลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้สร้างอาตมาให้เป็นสงฆ์ที่ดี อัฐิของท่านอาตมาก็แบ่งเอามากราบไหว้เพื่อเพื่อระลึกถึงพระคุณ ท่านเป็นพระที่ลึกซึ้งและเยี่ยมยอดจริง ๆ จะหาพระอาจารย์อย่างท่านได้ยาก
ย้อนระลึกเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้ผ่านมาเป็นเวลา ๕๐ ปีแล้ว อาตมาได้ไปเล่าเรียนวิชากับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อาตมายังรู้สึกเสียดายว่า เราน่าจะพบกับท่านก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่กรรมของเรายังมีอยู่ พอพบท่านใกล้ชิดท่านได้เพียงหกเดือน ท่านก็มรณภาพจากไป
ตอนนั้นอาตมาบวชเป็นพระภิกษุด้วยความจำใจ อาตมาขอบอกตรง ๆ ว่า อาตมาเกลียดพระมาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้ว อาตมาไม่ชอบเพราะพระเป็นผู้ที่ไม่ทำการงาน ได้แต่บิณฑบาตข้าวชาวบ้านไปฉัน แล้วก็สวดมนต์ ทำอะไรที่ไม่ค่อยจะเป็นที่สบอารมณ์ของอาตมา แต่เมื่อโยมบิดามารดาจะตัดแม่ตัดลูกหากไม่บวช อาตมาจึงต้องโกนหัวเข้าห่มผ้าเหลือง... -
ปาฏิหาริย์หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา
ปาฏิหาริย์หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา
โดยปกติ หลวงพ่อกบจะบำเพ็ญเพียรภาวนาในท่านั่ง ยองๆเป็นเวลายาวนานติดต่อกัน คราวละ ๗–๑๕ วัน
โดยที่ท่านไม่ลุกไปไหนเลย ไม่ฉันอาหาร น้ำ หรือแม้แต่การถ่ายหนักเบา เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งสร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น
– นั่งท่ายองๆ ไม่ว่าจะสวดมนต์ หรือทำกิจวัตรใดๆ และนอนตะแคงขวาเป็นประจำ
– นุ่งสบงเก่าๆ ผืนเดียว ไม่ห่อจีวร ที่คอแขวนลูกกระพรวน
– อยู่แต่ในวัดไม่เคยเดินออกไปไหนเลย
– ใช้น้ำชา และต้มเครื่องเทศเป็นยารักษาโรค
ประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป
ชาวบ้านพบครั้งแรกในสภาพนุ่งห่มจีวรเก่าคร่ำคร่า แบกไม้คานหาบกระบุงเปล่าไว้บนบ่า 2 ใบ เดินผ่านมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ชาวบ้านร้องทักว่า “หลวงพ่อหาบกระบุงเปล่าไปทำไม”
ท่านก็พูดว่า “กูหาบมาใส่เงินใส่ทองโว้ย”
ว่าแล้วก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปพำนักในวัดเขาสาริกา ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดเก่า ๆ เกือบจะเป็นวัดร้าง ราวปี พ.ศ. ๒๔๓๐
หลวงพ่อกบมาถึงวัดเขาสาริกาไม่พูดจากับใคร นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียว ไม่ทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น แม้พระภิกษุด้วยกันในวัดก็ไม่เคยพูดด้วย... -
ทำไมต้องบวงสรวง
=AZWPSMgduK0YGQfWl245skhYB81-k-jXe7S3Gd3UH2haHVQ1Sk86hEwF_fMVV-zW3d_ifOq9l3pXS2hud1C50cxJW69yTZcvj-yjaoXUSYq6Nw&__tn__=*NK*F']#ทำไมต้องบวงสรวง
เมื่อวันก่อนได้เห็นพิธีบวงสรวงของหลวงพ่อ
อยากกราบเรียนถามว่า ทำไมจึงต้องมีพิธีบวงสรวงครับ...?
เราเรียกพิธีบวงสรวง ตามศัพท์ไสยศาสตร์นะ
แต่ความจริงมันไม่น่าจะเรียกว่าบวงสรวง จะเรียกชื่ออื่นคนก็ไม่รู้จัก
ควรจะเรียกว่าอะไรดีล่ะครับ...?
อันนั้นล่ะคือ การเชิญเทวดา
บวงสรวงคือเชิญท้าวจาตุมหาราช
พร้อมทั้งอินทกะและบริวาร
แต่พิธีนี้ไม่ใช่พิธีที่เราจะสร้างขึ้นมาได้เอง
คือว่าสมัย หลวงพ่อปาน ท่านเริ่มทำการก่อสร้าง ท้าวเวสสุวัณกับอีก ๓ องค์ มาหาท่านในขณะที่เจริญพระกรรมฐาน บอกว่าท่านทำงานนี้เป็นบุญเป็นกุศล ผมขอโมทนาด้วย ถ้ามีงานสำคัญเกิดขึ้นขอให้บวงสรวงด้วยวิธีนี้
ท่านบอกแม้แต่คำสวด คำสวดบทมหาสมัย
ในตอนท้าย อภิกามุง ภิกขูนัง ท่านตัดออก
เอา อัฏฐังสุ แทน
แล้วก็ของทุกอย่างท่านสั่งทั้งหมด
และของที่มีอยู่ ให้ทำตามนั้นแล้วก็จะมาช่วยงาน
เป็นอันว่าเชิญเทวดาท่านมารับทราบ แล้วก็จะขอร้องให้ท่านช่วย มันอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก... -
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ◎ อานุภาพการสวดมนต์และเสียงสาธุการ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
◎ อานุภาพการสวดมนต์และเสียงสาธุการ
สมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต พอให้พรเสร็จ ท่านได้สอนให้ชาวบ้านกล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบนเหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้าว่างั้น
วันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทำเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตรกูฏ มาถามท่านว่า
"เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตามๆ กัน"
ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ้านตอนถวายทานนั่นเอง
พอรับทราบแล้วพวกเทพก็กล่าวว่า "เขาก็สาธุการด้วย" แล้วทำประทักษิณเวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทำอย่างนั้น
ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได้ความว่า
พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน
สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล
สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล
สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล... -
ภัย ๔ อย่าง ของผู้ออกบวช
ภัย ๔ อย่าง ของผู้ออกบวช
ว่าด้วย
(จาตุมสูตร)
เหตุการณ์
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อบุคคลบางออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ พึงหวังได้ภัย ๔ อย่าง
กุลบุตรบางคนมีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า จักทำที่สุดแห่งกองทุกข์ให้สิ้น พึงหวังได้พบภัย ๔ อย่าง ของบรรพชิต คือ
ภัยเพราะคลื่น
เมื่อมีภิกษุตักเตือนสั่งสอนผู้บวชว่าพึงก้าว ถอยกลับ แล เหลียว คู้เข้า เหยียดออก ทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ผู้บวชนั้นมีความคิดว่าเมื่อก่อนเป็นคฤหัสถ์ย่อมตักเตือน สั่งสอนคนอื่นบ้าง ภิกษุเหล่านี้คราวบุตรคราวหลาน มาสำคัญการตักเตือนพร่ำสอนตน ผู้บวชนั้นจึงบอกคืนสิกขา สึกไป เรียกว่า กลัวภัยเพราะคลื่น เป็นชื่อของความคับใจด้วยความโกรธ
ภัยเพราะจระเข้
เมื่อมีภิกษุตักเตือนผู้บวชว่า สิ่งนี้ท่านควรฉัน ควรดื่ม สิ่งนี้ไม่ควรฉัน ไม่ควรดื่ม สิ่งที่เป็นกัปปิยะ ควรฉัน ควรดื่ม สิ่งที่เป็นอกัปปิยะ ไม่ควรฉัน ไม่ควรดื่ม ท่านควรฉัน ควรดื่มในกาล ไม่ควรฉัน ไม่ควรดื่มในวิกาล นักบวชนั้นย่อมมีความคิดว่า เมื่อก่อนเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาจะฉัน ดื่ม หรือไม่ฉัน ไม่ดื่มสิ่งใดก็ได้ จะฉัน ดื่มในกาลหรือในวิกาลก็ได้...
หน้า 68 ของ 440